ตกลง
แผ่นดินทอง
PANDINTHONG
ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรม ธกส.
เกษตรทำน้อยแต่ได้มาก พาไปรู้จัก Plant Factory และการจัดการสวนแนวตั้งกลางกรุง ลงทุนเลข 8 หลัก! ปลูกผักซูเปอร์ฟู้ด
14 ม.ค. 2565
33
 
คนรุ่นใหม่ใจถึงทุ่มงบเลข 8 หลัก! ปลูกผักซูเปอร์ฟู้ด เสิร์ฟตรงกลุ่มตลาดคนรักสุขภาพเผยเทคโนโลยีนี้ตอบโจทย์โลกยุคปัจจุบัน เมื่อความต้องการอาหารเพิ่มขึ้นตามจำนวนประชากรโลกที่มากขึ้น เป็นการผลิตใช้พื้นที่น้อยแต่สามารถได้รับผลผลิตเทียบเท่าพื้นที่ที่มากกว่า

คุณนะ-นายพิรุณชัย ทิพย์โชิตภูวดล เจ้าของบารมีพิรุณ Plant Factory
 
คุณนะ-นายพิรุณชัย ทิพย์โชิตภูวดล เจ้าของบารมีพิรุณ Plant Factory

บารมีพิรุณPlant Factoryโดยซีอีโอคนรุ่นใหม่ในวัยเพียง 29 ปีเท่านั้น “คุณนะ” นายพิรุณชัย ทิพย์โชติภูวดล ประธานกรรมการบริษัทบารมีพิรุณจำกัด เจ้าของโรงงานผลิตพืชหรือPlant Factory แห่งนี้ เล่าว่า ตนเองจริงๆ แล้วไม่ได้เรียนมาทางด้านเกษตรเลยและส่วนตัวไม่ได้ชอบกินผักด้วย แต่มีความสนใจการทำเกษตรมาก ซึ่งมีจุดเปลี่ยนสำคัญคือช่วง3-4 ปีก่อน ได้ลาออกจากงานประจำเพื่อจะกลับมาสานต่อธุรกิจของครอบครัวทางด้านอุตสาหกรรมสิ่งทอ ในระหว่างนั้นก็จะมีช่วงเวลาว่างๆ อยู่เลยมีโอกาสได้ไปทำเกษตรที่ จ.สระแก้ว ลองไปปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ดู มีการวางแผนอย่างดีเพราะตนเองเรียนจบมาทางด้านเศรษฐศาสตร์ และบริหารธุรกิจ(ป.โท) จากจุฬาฯ แต่ปรากฏว่าเวลาไปทำแล้วมันไม่ได้เป็นตามแผนที่วางไว้เลย ลองมานั่งลิสต์ดูว่าปัญหาเกิดจากจุดไหนบ้าง ก็สรุปได้หลายปัญหาเลยเช่น สภาพแวดล้อม ช่วงนั้นมีฝนตกด้วย เจอแมลงเป็นพวกหนอนกระทู้ที่มาจากผีเสื้อที่มาไข่เอาไว้ เพราะความไม่อยากจะฆ่าสัตว์หรืออะไรก็เลยปล่อย แล้วพอปล่อยไปผลผลิตก็เสียหายหนัก และทำให้ขาดทุน นอกจากนี้ก็มีปัญหาด้านแรงงานเช่นว่า มาไม่ตรงนัดบ้าง ขาดงานบ้าง ฯลฯ ทำให้รู้สึกว่า มันท้าทายมากและจะแก้ปัญหาตรงนี้ได้อย่างไร
ไปๆมาๆ ในระหว่างที่กำลังเคว้งอยู่ว่า เกษตรอาจจะไม่เหมาะกับเราไหม? ก็ไปเจอกับโรงงานผลิตพืชที่ญี่ปุ่นเขาเรียกกันว่าPlant Factory คือเขาจะปลูกพืชในอาคารเลยสนใจ เราพอมีอาคารเหลือ อยากจะมาลองทำตรงนี้ดู จากนั้นก็เลยศึกษาทั้งของฝรั่ง ของจีน ของญี่ปุ่น เอาเอกสารงานวิจัยมาอ่านมารีวิวว่า เขาทำกันยังไง มันดียังไง ประจวบเหมาะกับพอดีที่ตอนนั้น
สวทช. ประกาศมีคอร์สอบรมก็เลยได้ไปร่วมอบรมด้วย หลังจากนั้นภาพเลยใหญ่มากขึ้น มองได้กว้างขึ้นว่ามันสามารถเอามาทำได้ในประเทศไทย ก็เลยตัดสินใจลงมือทำ Plant Factory ตรงนี้ขึ้นมา

เคลใบหงิก
 
เคลใบหงิก

Plant Factory คืออะไร?
ระบบปลูกพืชแบบ Plant Factory เป็นการปลูกพืชแนวดิ่งในระบบปิด (Indoor Vertical Farming) ที่สามารถควบคุมปัจจัยทั้งหมดที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของพืชได้ เช่น แสง น้ำ สารอาหาร อุณหภูมิ ความชื้น ฯลฯ โดยปลูกในห้องปิดมิดชิดที่มีความสะอาดสูงมาก สำหรับที่บารมีพิรุณจะมีความแตกต่างจาก Plant Factory ทั่วไป คือ 1. เลือกปลูกพืชในห้องแบบ Biological Clean Room (BCR) Class 100 ที่ใช้ในอุตสาหกรรมยา พนักงานทุกคนจะสวมชุดPE/PPE และอุปกรณ์ป้องกันการปนเปื้อนพร้อมเดินผ่านม่านอากาศ (Air Shower) ทุกครั้งก่อนเข้าสู่ไลน์ปลูก เพื่อดักฝุ่นและสิ่งแปลกปลอมต่างๆ ทำให้สามารถเรียกได้ว่า พืชที่ผลิตเป็นพืชแบบ Medical Grade 2.ระบบการปลูกของโรงงานนี้เป็นแบบSemi-Auto โดยมีการทำงานร่วมกันของอุปกรณ์ IoT และSoftware ที่ออกแบบมาเฉพาะ เพื่อให้สามารถควบคุมสภาพแวดล้อมได้
100% ไม่ว่าจะเป็น การให้แสง การปรับความเข้มแสง การเติมสารอาหารอัตโนมัติเมื่อตรวจพบว่าสารอาหารไม่ได้ตามที่พืชต้องการ การปรับอุณหภูมิและความชื้น รวมถึงการหมุนเวียนอากาศและเติมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อัตโนมัติพร้อมทั้งมีการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบเพื่อนำมาพัฒนาการปลูกให้มีประสิทธิภาพสูงที่สุด 3.มีองค์ความรู้ในการปลูกพืชหลากหลายชนิด มีทีมวิจัยและพัฒนาสำหรับการผลิตผักคุณภาพที่มีสารอาหารตามที่ผู้บริโภคต้องการ โดยมีPlant Scientist และPlant Factory Staff ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ เข้าใจถึงสรีระวิทยาและพันธุศาสตร์ของพืชอย่างแท้จริง 4.ระบบการปลูกพืชเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ไม่มีการปล่อยของเสียออกสู่ธรรมชาติ เนื่องจากการปลูกจะใช้น้ำน้อยกว่าการปลูกแบบธรรมดาถึง 92% ใช้พื้นที่ปลูกน้อยกว่า 90% ของการปลูกแบบธรรมดา และที่สำคัญคือการลดการใช้พลังงานในการขนส่งลงได้กว่า 95% เนื่องจากโรงงานปลูกพืชแห่งนี้ตั้งในอยู่ในกรุงเทพฯ ทำให้การขนส่งไปยังผู้บริโภคที่อยู่ในเมืองใช้ทรัพยากรน้อยกว่า

ระบบน้ำและการให้สารอาหารสำหรับพืชในโรงเรือนระบบปิด
 
ระบบน้ำและการให้สารอาหารสำหรับพืชในโรงเรือนระบบปิด

กระบวนการในการปลูกพืช ของบารมีพิรุณPlant Factory
กระบวนการในการปลูกพืชแต่ละชนิด เริ่มตั้งแต่การเพาะเมล็ดพันธุ์ที่ไม่ผ่านการตัดแต่งพันธุกรรมในชั้นอนุบาล
จากนั้นเมื่อพืชโตขึ้นระยะหนึ่งจะย้ายต้นที่ผ่านเกณฑ์เข้าสู่ชั้นปลูกหลัก หลังจากนั้นจะทำให้พืชเข้าสู่ “สภาวะในอุดมคติ” (Ideal
Conditions) โดยสภาวะนี้ คือ การปรับสภาพแวดล้อมต่างๆ อาทิ ความเข้มแสง สารอาหาร อุณหภูมิ หรือความชื้นในอากาศ ให้เป็นสภาพแวดล้อมที่พืชนั้นๆ สามารถเจริญเติบโตได้ดีที่สุด เพื่อเร่งกระบวนการเติบโตของพืชให้ถึงขีดสุด ทำให้ระยะเวลาในการปลูกสั้นลง แต่สารอาหารสำคัญในพืชเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จากนั้นพอพืชเติบโตถึงขีดสุดก็จะหยุดสภาวะนี้ลง เข้าสู่ช่วงCooldown เพื่อลดความเหนื่อยล้าของพืช ช่วยในการลดค่าNitrate ของพืชไปในตัวก่อนนำส่งให้ถึงผู้บริโภค และเพื่อให้มั่นใจยิ่งขึ้นว่าทาง Plant Factory ไม่มีการใช้ยาหรือสารฆ่าแมลงทุกชนิดในทุกๆ ขั้นตอนของกระบวนการปลูกและขนส่ง ทำให้ผลผลิตที่ได้มีความสะอาด ปลอดภัย ปราศจากแบคทีเรียและสารตกค้างจากการใช้สารอันตรายต่างๆ
-ระบบแสงโดยใช้หลอดไฟ LED สั่งทำพิเศษที่สามารถปรับความเข้มของแสงได้เพื่อให้พืชแต่ละชนิดสามารถเติบโตได้อย่างสมบูรณ์
-ระบบลมและอากาศมีการควบคุมอุณหภูมิและความชื้นในอากาศให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมต่อพืชแต่ละชนิดรวมถึงมีการจำลองระบบลมให้พัดเบาๆ เพิ่มความสุนทรีย์ให้ผักนั่นเอง
-คาร์บอนไดออกไซด์(CO2มีการควบคุมปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ภายในห้องปลูกที่เป็นระบบปิด
100% ให้อยู่ในค่าที่เหมาะสมเพื่อให้พืชสามารถสังเคราะห์แสงได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

-น้ำและธาตุอาหารใช้น้ำบริสุทธิ์ผ่านการกรองด้วยระบบReverse Osmosis (RO) รวมถึงการให้สารอาหารพืชสั่งทำพิเศษแบบ Food Grade ที่ไม่ก่อให้เกิดสารตกค้างและเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ทำให้มั่นใจได้ว่าผลผลิตสด สะอาด ปลอดภัย ปราศจากยาฆ่าแมลง

เคลไดโนเสาร์
 
เคลไดโนเสาร์

ปลูกผักซูเปอร์ฟู้ด พืชสมุนไพร และดอกไม้กินได้
สำหรับพืชที่เน้นปลูกในระบบ Plant Factory ของบารมีพิรุณประกอบด้วย 3 กลุ่มหลักๆ ได้แก่1.ผักซูเปอร์ฟู้ด หรือผักที่มีคุณค่าทางสารอาหารสูง ดีต่อสุขภาพ เช่น กลุ่มของเคลก็จะมี เคลใบหงิก(Curly Kale) เคลแดง(Red Russian) เคลไดโนเสาร์(Lacinato Kale) เคลสการ์เร็ต(Skarlet Kale) สวิสชาร์ด(Swisschard) มิซูน่า(Mizuna) ร็อกเก็ต(Arugula) และไฮไลท์สำคัญของที่นี่เลยก็คือ ผักเกล็ดหิมะ(Crytal Ice Plant) หรือพืชน้ำแข็ง สุดยอดผักหาทานยาก ที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามินมากมาย เป็นผักอวบน้ำ เนื้อฉ่ำกรอบ 2.พืชสมุนไพร(Herbs) เน้นเรื่องปริมาณสารสำคัญที่มีประโยชน์ทางยาสูง เช่น Rosemary, Sage , Gotu Kola , Cuminum , Pepper , Red-veined Sorrel และ3. ดอกไม้กินได้(Edible Flowers) ดอกไม้กินได้ที่ปลูกในระบบ Plant Factory นอกจากจะมีสีสันสวยงามแล้วยังมีประโยชน์ต่อร่างกายด้วย แถมรสชาติของดอกไม้บางพันธุ์ยังมีความนุ่ม หากได้ลิ้มลองจะรู้สึกเหมือนลอยอยู่ในอากาศ ก็จะมีNasturtium , Pansy , False Roselle , Dandelion , Calendula และ Borage เป็นต้น

คาร์บอนไดออกไซด์(CO2) ความชื้นสัมพัทธ์และการให้แสง(จากไฟ LED) ที่จำเป็นสำหรับพืชในระบบปิด
 
คาร์บอนไดออกไซด์(CO2) ความชื้นสัมพัทธ์และการให้แสง(จากไฟ LED) ที่จำเป็นสำหรับพืชในระบบปิด

ทำตลาดผ่านระบบออนไลน์

เจ้าของโรงงาน บารมีพิรุณ Plant Factory บอกว่า ถึงตอนนี้การผลิตเปิดดำเนินงานมากว่า6 เดือนแล้ว จากกำลังการผลิตเต็มศักยภาพของไลน์ปลูกคือ6 ทาวเวอร์ จะอยู่ที่ประมาณเดือนละ3 ตัน หรือเฉลี่ยวันละ 100 กก. ซึ่งขณะนี้การผลิตจริงอยู่ที่ประมาณ 80% แล้ว โดยชนิดพืชที่ปลูกอยู่จะเลือกตามดีมานด์ของลูกค้าเป็นหลัก หลังจากนั้นแล้วต้องมาคัดเลือกสายพันธุ์ก่อน มาวิเคราะห์ว่าเมล็ดที่ไหนดีที่สุด เหมาะสมที่สุด ปลูกได้ดีที่สุด เปรียบเทียบหลายๆ เจ้าดูว่าสารอาหารเป็นยังไง หรืออย่างเวลาจะปลูกพืชแต่ละชนิด ต้องดูด้วยว่าสารสำคัญของเขามีอะไรบ้าง เช่น ถ้าเราอยากจะเร่งตัวสี เราต้องเปิดไฟแบบไหน หรือเราต้องให้แสงกี่ชั่วโมง อุณหภูมิเท่าไร ถ้าพวกใบที่มีสี สีแดง พวกนี้ติดยากที่มีสารแอนตี้ออกซิแด้นท์สูง จะตั้งค่าไฟยังไง
ตั้งชั่วโมงเท่าไร เหล่านี้ต้องศึกษาไปด้วย ซึ่งสำหรับเรื่องการตลาดของบริษัทฯ ก็มีหลายช่องทางมาก แต่ส่วนใหญ่จะเน้นทางออนไลน์ชาแนล ก็คือเฟชบุ๊ค แล้วตอนนี้มีช่องยูทูปของตัวเองด้วย เป็นช่องให้ความรู้ มีการสอนทำอาหารที่เอาผักมาประยุกต์ใช้ และก็ไร้สาระบ้างคือพาทัวร์โน่นนี่นั่นที่เกี่ยวกับเกษตรเพราะว่า อยากให้ภาคการเกษตรเป็นที่สนใจของวัยรุ่นมากยิ่งขึ้น ส่วนเรื่องราคาขายก็จะมี ตั้งแต่ 65 บาท/100 กรัม ในกลุ่มของเคล แต่หากเป็นผักที่หายากๆ หน่อยในประเทศไทยราคาก็จะอัพขึ้นมาอีกนิดหนึ่ง เช่น199 บาท/150 กรัม กรณีของผักเกล็ดหิมะ เป็นต้น

สการ์เล็ตเคล
 
สการ์เล็ตเคล
บทสรุปเรื่องการลงทุน
เทคโนโลยีนี้หากเป็นของเยอรมัน ราคาอยู่ที่ประมาณเกือบๆ 20 ล้านบาท ของญี่ปุ่นจะแพงที่สุดเลยคือ 28 ล้านบาท ส่วนของจีนราคาจะซอฟท์ขึ้นมาอีกคือ อยู่ที่17 ล้านบาท และสำหรับบารมีพิรุณPlant Factory แห่งนี้เจ้าของบอกว่าลงทุนที่ประมาณเลข 8 หลัก ทั้งนี้ไฟLED และCO2ที่ใช้ในระบบเป็นของซัพพลายเออร์คนไทยทำเอง และมีเป้าหมายการคืนทุนที่ตั้งเอาไว้คือ 4 ปี โดยเขาได้พูดถึงการลงทุนไว้ว่า
ผักเกล็ดหิมะ หรือCrystal Ice Plant อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญของที่นี่
 
ผักเกล็ดหิมะ หรือCrystal Ice Plant อีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญของที่นี่

“จริงๆ ธุรกิจนี้ถามว่าน่าสนใจไหม สำหรับตัวผมมองว่าน่าสนใจ สำหรับบุคคลภายนอกที่คิดว่าเทคโนโลยีนี้ จะไปได้ไหมในอนาคต หรือว่ามันจะดีไหม จะเวิร์กไหม มันแพงเกินไปไหมไม่กล้าลงทุน ผมว่าตรงนี้ครับน่าสนใจมาก และก็ผมมองว่าเริ่มก่อนก็ทำก่อนและเรารู้ก่อน ถ้าเรายิ่งเริ่มเร็วเรามีความรู้แล้ว ส่วนเรื่องงบประมาณในการลงทุน ถามว่าตอนนี้ควรจะลงทุนหรือยัง
ผมบอกไปว่าลงทุนได้ แต่! ถ้ารออีกสัก2-3 ปีทุกๆ อย่าง มันจะถูกลงเพราะว่า ซัพพลายเออร์ตอนนี้เข้ามาเยอะมาก ทั้งจากในประเทศที่เป็นผู้ผลิตของไทยเอง หรือจีน ญี่ปุ่น เริ่มมีเข้ามาแล้ว เริ่มเข้ามาติดต่อขายไฟให้ผมเหมือนกันว่า สนใจไฟไหม
สนใจเป็นโครงไหมหรืออะไรอย่างนี้นะครับ เพราะฉะนั้นในอนาคตเมื่อการแข่งขันมากขึ้น ต้นทุนก็จะถูกลง และสำหรับคนกินก็จะซื้อผักในราคาที่สามารถ เข้าถึงได้มากขึ้นด้วย”


ชั้น 2 เป็นการปลูกพืชสมุนไพรที่เน้นสารสำคัญสูงและกลุ่มดอกไม้กินได้
 
ชั้น 2 เป็นการปลูกพืชสมุนไพรที่เน้นสารสำคัญสูงและกลุ่มดอกไม้กินได้

นอกจากนี้ในฐานะคนรุ่นใหม่เขายังมองว่า เป็นเทคโนโลยีที่สามารถแก้ปัญหาในอนาคตที่เราจะเจอได้ ก็คือมีงานวิจัยบอกมาแล้วว่า โลกของเราประชากรจะเพิ่มขึ้น และอาหารที่จะกินไม่เพียงพอ เพราะว่าพื้นที่ทำกินก็ถูกรุกด้วยเมืองไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้นฟาร์มที่ปลูกก็เริ่มหายไปเรื่อยๆ เหลือน้อยลงๆ คนในภาคเกษตรก็เหมือนกัน ผู้ผลิตก็เริ่มน้อยแล้ว อย่างคนรุ่นผมหรือน้องๆ เจนZ ก็คือเริ่มหายไปเรื่อยๆ แล้ว คือเขาไม่ได้สนใจเกษตรเท่าที่ควร เพราะฉะนั้นผู้ผลิตก็คือจะน้อยลง ดังนั้นผมมองว่าเทคโนโลยีนี้สามารถตอบโจทย์ในอนาคตได้

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร.063-179-2040
ที่มา  : ผู้จัดการออนไลน์
https://mgronline.com/smes/detail/9650000004157
 
PANDINTHONG.COM
Loading