ตกลง
แผ่นดินทอง
PANDINTHONG
ศูนย์วิจัยและพัฒนานวัตกรรม ธกส.
ปลดหนี้ 10 ล้าน ด้วยนวัตกรรมเลี้ยง"ปลาช่อน"
22 พ.ย. 2564
31

ารที่ประเทศไทยจะก้าวพ้นกับดักความยากจน และก้าวขึ้นเป็นประเทศมีรายได้ปานกลาง คือ การแก้ปัญหาความยากจนให้กับกลุ่มเกษตรกร ที่ผ่านมา เกษตรกรจะประสบปัญหาต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติ การขาดองค์ความรู้ ทำให้ผลผลิตออกมาไม่ได้เป็นไปตามเป้า หรือ ราคาต้นทุนผลผลิตสูงเกินจริง ซึ่งงานวิจัยทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสามารถเข้าไปช่วยแก้ปัญหาต่างๆ ให้กับเกษตรกรได้ วันนี้ มีตัวอย่างความสำเร็จการนำงานวิจัยและนวัตกรรมเข้ามาช่วยปลดหนี้กว่า 10 ล้านบาทของเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาช่อน และการพัฒนาไม้ด่างในแบบของนักวิจัยช่วยสร้างรายได้เครือข่ายผู้ปลูกไม้ดอกไม้ประดับ

 

 


เลี้ยงปลาช่อนเป็นหนี้กว่า 10 ล้าน คิดฆ่าตัวตาย
งานวิจัยนวัตกรรมช่วยปลดหนี้ได้ภายใน 2ปี


เกษตรกร หมู่บ้านห้วยคันแหลน อำเภอวิเศษชัยชาญ จังหวัดอ่างทอง เป็นหมู่บ้านที่เลี้ยงปลาช่อนกันเป็นอาชีพหลัก และหลังจากตลาดปลาช่อน ที่มาจากประเทศเพื่อนบ้าน อย่างกัมพูชา เข้ามาตีตลาด ส่งผลให้ราคาปลาช่อนที่เคยราคาสูงถึง กิโลกรัมละ 120-130 บาท ราคาตกลงไปเหลือ กิโลกรัมละ 60-70 บาท ในขณะที่ต้นทุนการผลิตของเกษตรกร ก็ยังคงสูงอยู่ที่กิโลกรัมละ 60-63 บาท เกษตรกรจึงประสบปัญหาการขาดทุน และเกษตรกรรายหนึ่งที่มีบ่อเลี้ยงปลาช่อนมากถึง 7 บ่อ บนพื้นที่ประมาณ 15 ไร่ พอเจอปัญหาราคาปลาตก เมื่อปี 2561 เพียงแค่ปีเดียว เกษตรกรรายนี้เป็นหนี้กว่า 10 ล้านบาท เจ้าของบ่อหาทางออกไม่ได้ คิดจะฆ่าตัวตาย เพราะทนรับภาระหนี้ที่มีกว่า 10 ล้านบาทไม่ไหว สุดท้ายก็หนีไปบวช ทิ้งทุกอย่างไว้ให้ลูกดูแลกิจการบ่อเลี้ยงปลาต่อ

จนกระทั่ง ทาง รศ.ดร. เจษฎา อิสเหาะ คณะเทคโนโลยีการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การประมง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ อำเภอเมืองนนทบุรี ได้เข้ามาช่วยเหลือผ่านการสนับสนุนด้านงบการวิจัย กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ วช. เมื่อปี 2562 หลังจากที่เกษตรกรประสบปัญหาดังกล่าวข้างต้น ทางอาจารย์ลงพื้นที่เข้าไปศึกษาการเลี้ยงปลาช่อนร่วมกับเกษตรกร และอาจารย์ได้นำความรู้เข้าไปถ่ายทอดให้กับเกษตรกรในพื้นที่

 


เริ่มจากการแก้ปัญหาการผลิต ทำอย่างไรจึงจะทำให้ต้นทุนการผลิตสามารถลดลง ซึ่งการลดต้นทุนการผลิต ของอาจารย์ทำออกมา 2 แนวทาง การลดต้นทุนทางด้านอาหาร โดยศึกษาว่า ควรจะต้องให้อาหารปลาอย่างไร เช่น การให้อาหารในแต่ละวันเหมาะกับวัย เหมาะกับช่วงเวลาของการให้อาหารหรือไม่ หลังจากได้ศึกษาจนได้สูตรขึ้นมา รู้ว่าแต่ละวันเราต้องให้อาหารเท่าไหร่ ทำให้ต้นทุนค่าอาหารลดลงไปกว่า 30% ซึ่งเดิมต้นทุนค่าอาหารเลี้ยงปลาอยู่ที่ประมาณ 60% ของต้นทุนทั้งหมด ถ้าสามารถลดต้นทุนค่าอาหารได้ ช่วยลดต้นทุนการเลี้ยงปลาได้เยอะมาก

นอกจากนี้ ได้ปรับเปลี่ยนการเลี้ยงปลาในรูปแบบการเลี้ยงจากบ่อดิน มาเป็นการเลี้ยงในกระชัง และติดตั้งเครื่องตีน้ำ เพื่อช่วยเพิ่มออกซิเจนในน้ำ ถ้าออกซิเจนในน้ำมีปริมาณที่สูงกว่า 3 มิลลิกรัมต่อลิตร ทำให้สภาพอากาศบริสุทธิ์ปลาก็จะกินอาหารได้ดี ซึ่งสังเกตได้จากถ้าผู้เลี้ยงให้อาหารในช่วงเวลาประมาณ 8-9 โมงเช้า รอให้แดดออก ปริมาณออกซิเจนในน้ำเพิ่มขึ้นปลาจะกินอาหารได้ดี และไม่มีอาหารเหลือทิ้งก้นบ่อ แต่เกษตรกรที่เลี้ยงทั่วไป มักให้อาหารปลาตอน 6 โมงเช้า ซึ่งค่าออกซิเจนในน้ำต่ำมาก ปลาไม่กินอาหารทำให้น้ำเน่าเสีย ปลาก็จะไม่โต และข้อดีของการใส่เครื่องตีน้ำ ยังทำให้น้ำหมุนเวียนตลอดเวลา ปลาก็จะได้ว่ายน้ำออกกำลัง ซึ่งช่วยให้ปลาแข็งแรง มีกล้ามเนื้อ ไม่มีไขมัน พอนำมาทำอาหารจะได้ปลาที่รสชาติดี เนื้อแน่น หวานตามธรรมชาติ ไขมันน้อย

อาจารย์เจษฎา กล่าวถึง การปรับมาเลี้ยงปลาในกระชัง มีข้อดีกว่าการเลี้ยงปลาในบ่อดิน อีกหลายประการ เช่น การเลี้ยงปลาในกระชัง แบบตีน้ำเติมออกซิเจน ยังช่วยแก้ปัญหาอาการปลาแก้มตอบ หรือปลาดาบได้ ซึ่งปลาช่อนถ้ามีอาการปลาแก้มตอบ หรือปลาดาบราคาขายปลาเหลือแค่กิโลกรัมละ 30-40 บาทเท่านั้น ผู้บริโภคนิยมกินเนื้อตรงแก้มปลาช่อน และข้อดีของการเลี้ยงอนุบาลปลาในกระชัง เดิมเพาะอนุบาลปลาในบ่อดิน ทำให้ได้ลูกปลาที่ไม่สมบูรณ์ และโอกาสการรอดของลูกปลาได้น้อย แต่พอนำเทคโนโลยี บวกกับการเพาะในกระชัง ทำให้เกษตรกรได้ลูกปลาที่สมบูรณ์ และได้จำนวนการรอดของลูกปลามากขึ้น ช่วยลดต้นทุนลูกปลาจากเดิมอยู่ที่ตัวละ 3 บาท เหลือต้นทุนลูกปลาตัวละ 2 บาท ประหยัดไป 1 บาท ซึ่งแต่ละบ่อต้องใช้ปลาหลักแสน หลักล้านตัว ประหยัดต้นทุนไปได้เป็นหลักล้านบาท

นอกจากนี้ การเลี้ยงงปลาในกระชัง ยังช่วยให้เกษตรกรประหยัดค่าแรงงานในการจับปลา ซึ่งการจับปลาช่อนต่างจากการจับปลาทั่วไป โดยลูกค้าจะเป็นคนกำหนดว่าเขาต้องการปลาขนาดไหน เช่น ลูกค้าซื้อไปทำปลาย่าง ต้องการปลาไซด์ ใหญ่ 2-3 ตัวต่อกิโลกรัม ลูกค้าที่ต้องการปลาช่อนไปทำปลาเค็ม ต้องการปลาขนาด 4-5 ตัวต่อกิโลกรัม และลูกค้าต้องการปลาขนาดใหญ่มาก คือ 1 กิโลกรัมขึ้นไป ซึ่งต้นทุนการลากปลาแต่ละครั้ง ไม่ต่ำกว่า 10,000 บาท แต่ถ้าเลี้ยงปลาในกระชัง ตัดต้นทุนตรงนั้นไปได้ โดยยกกระชังขึ้นมาและคัดเลือกปลาได้เลย

 


อาจารย์เจษฎา เล่าว่า หลังจากได้นำความรู้เทคนิคต่างๆ ไปถ่ายทอดให้กับเกษตรกร ระยะเวลาผ่านไปประมาณ 2-3 ปี เกษตรกร ซึ่งมีปัญหาหนี้สินจากการเลี้ยงปลาช่อน ก็สามารถใช้หนี้ได้หมด โดยเฉพาะเกษตรกรรายที่เป็นหนี้ จำนวนกว่า 10 ล้านบาท และคิดจะฆ่าตัวตาย วันนี้ ได้ลูกชายมาสานต่อทางอาจารย์ก็เข้าไปช่วยและทำงานร่วมกัน วันนี้ ผ่านมากว่า 2 ปี นอกจากจะปลดหนี้กว่า 10 ล้านบาทได้แล้ว ยังได้รับผลิตลูกพันธุ์ปลาทับทิม ส่งให้กับบริษัทแห่งหนึ่งด้วย และยังได้เป็นวิทยากร ถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับเกษตรกรรายอื่นๆ ได้เลี้ยงปลาแบบลดต้นทุน และได้ผลผลิตที่ดี จากการนำแนวคิดเทคโนโลยีงานวิจัยนวัตกรรมเข้ามาช่วย 

ทั้งนี้ การปลดหนี้ ของเกษตรกรเพาะเลี้ยงปลาช่อน ที่หมู่บ้านห้วยคันแหลน จังหวัดอ่างทองในครั้งนี้ ไม่ได้แค่การลดต้นทุนในกระบวนการเลี้ยงเท่านั้น ส่วนหนึ่ง ทางมทร.สุวรรณภูมิ ยังได้ส่ง “อาจารย์จันทร์เพ็ญ บุตรใช้” มาช่วยดูแลด้านการแปรรูปผลผลิตเพิ่มมูลค่าให้กับปลาช่อน โดยทำปลาช่อนร้า คุกกี้ปลาช่อน และปลาช่อนเค็มฯลฯ

 

ที่มา : mgronline

https://mgronline.com/smes/detail/9640000115346

 

 

 
PANDINTHONG.COM
Loading