• TH EN
    TH
ต้นแบบการผลิตเห็ดเยื่อไผ่ในสวนไผ่ครบวงจร เพื่อเป็นแหล่งอาหาร เวชสำอาง และยา เชิงพาณิชย์
โครงการวิจัยที่จัดจ้างหน่วยงานภายนอก
  • ต้นแบบการผลิตเห็ดเยื่อไผ่ในสวนไผ่ครบวงจร เพื่อเป็นแหล่งอาหาร   เวชสำอาง และยา เชิงพาณิชย์
  • 1. ความสำคัญและที่มาของปัญหา

    ปัจจุบันความต้องการเห็ดเยื่อไผ่สดมีสูงมาก ประกอบกับราคาเห็ดเยื่อไผ่สดในประเทศจีนมีราคาสูงกว่าเมืองไทยมาก เฉพาะเมืองกวางโจวมีราคาสูงกว่าประเทศไทยเกือบเท่าตัว ซึ่งประเทศจีนสามารถเพาะเห็ดเยื่อไผ่ได้เฉพาะฤดูร้อนเท่านั้น ในขณะที่ประเทศไทยสามารถเพาะได้ทั้งปี เห็ดเยื่อไผ่ มีข้อดีกว่าเห็ดฟาง เนื่องจากสามารถเก็บรักษาความสดได้นานเป็นเดือน เมื่อต้องการรับประทานให้นำเห็ดเยื่อไผ่ที่ยังเป็นดอกตูม หรือที่เรียกว่า ไข่เห็ด ออกจากตู้เย็นมาวางข้างนอกเพื่อให้เห็ดเยื่อไผ่บานก็สามารถนำมาปรุงได้เลย และด้วยความที่สามารถควบคุมการบานของดอกเห็ดได้ และด้วยเจริญเติบโตเร็วมากของดอกเห็ดเยื่อไผ่ซึ่งใช้เวลา ประมาณ 1-2 ชั่วโมง ดอกเห็ดจะเริ่มบาน จึงทำให้มีภัตตาคารชั้นนำของประเทศจีนหลายแห่งจะนำไข่เห็ดเยื่อไผ่เก็บไว้ในตู้เย็น เมื่อลูกค้าต้องการบริโภคจะนำเห็ดเยื่อไผ่สดออกมาปรุงเป็นอาหารให้แก่ลูกค้าซึ่งเห็ดเยื่อไผ่ได้กลายเป็นรายการอาหารที่กำลังได้รับความนิยมสูงสุดของผู้มีฐานะในประเทศจีน ปัจจุบันเห็ดเยื่อไผ่มีทั้งแบบผลสด และแบบแห้ง (อบแห้ง) ซึ่งสีของเห็ดเยื่อไผ่แบบแห้งจะมีสีน้ำตาล แต่ปัจจุบันจะเห็นเห็ดเยื่อไผ่แบบแห้งเป็นสีขาว เกิดจากกรรมวิธีการรมควันด้วยสารฟอกขาว เพื่อยับยั้งการเปลี่ยนสีของเห็ดเยื่อไผ่ไม่ให้เป็นสีน้ำตาล โดยสารฟอกขาวที่ใช้ส่วนใหญ่ คือ ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (Sulphurdioxide) ซึ่งอาจทำให้เกิดพิษต่อร่างกาย โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหอบหืด หรือผู้แพ้สารนี้จะทำให้หายใจขัด คลื่นไส้ อาเจียน ปวดศีรษะ ซึ่งหากผู้บริโภคต้องการบริโภคเห็ดเยื่อไผ่แบบแห้ง ควรหลีกเลี่ยงเห็ดเยื่อไผ่ที่เป็นสีขาว ควรเลือกบริโภคเห็ดเยื่อไผ่แห้งแบบสีน้ำตาล หรือรับประทานแบบสด จะได้คุณค่าทางโภชนาการสูงกว่า และปลอดภัยกว่า เห็ดร่างแหหรือเห็ดเยื่อไผ่มีคุณค่าทางโภชนาการ โดยเห็ดเยื่อไผ่แห้งประกอบด้วยโปรตีน ลิพิด คาร์โบไฮเดรต รวมถึงวิตามิน แต่ทั้งนี้ไม่ควรบริโภคเห็ดเยื่อไผ่แห้งมากเกินไปเพราะในกระบวนการแปรรูปให้เป็นเยื่อไผ่แห้งนั้นมีการใช้สารฟอกขาว ถ้าหากบริโภคมากเกินไปอาจมีการตกค้างของสารที่ก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้

  • คุณค่าทางโภชนาการเห็ดเยื่อไผ่มีคุณค่าทางโภชนาการค่อนข้างสูง มีโปรตีน 15-18% มี กรดอะมิโนถึง 16 ชนิด จาก กรดอะมิโนที่มีทั้งหมด 20 ชนิดที่ร่างกายมนุษย์ต้องการ และกรดอะมิโน 16 ชนิดนี้ ยังเป็นกรดอะมิโนที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ (Essential amino acid) ถึง 7 ชนิด และมีไรโบฟลาวิน (Riboflavin) หรือวิตามินบี 2 ค่อนข้างสูง เห็ดเยื่อไผ่ดอกตูมจะมีคุณค่าทางอาหารสูงกว่าดอกบาน Dictyophoraจากการสกัดสารจากเห็ดเยื่อไผ่ พบสารสำคัญ2 ชนิด คือ พอลิแซ็กคาร์ไรด์ (Polysaccharide) และสาร Dictyophorine A and B ซึ่งเป็นสารที่พบยากมากในสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นๆ ได้มีการทดสอบสมบัติของสาร Dictyophorine A and B ทางเภสัชวิทยา พบว่า สารกลุ่มนี้เป็นตัวช่วยในการปกป้องระบบประสาทไม่ให้ถูกทำลายจากสารพิษและสามารถกระตุ้นการสร้างเซลประสาทและสมองได้ เห็ดเยื่อไผ่มีสารธรรมชาติ ที่สามารถยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นโทษและทำให้อาหารบูดเน่าได้หลายชนิด เช่น สารอัลลันโทอิน (Allantoin) เช่นเดียวกับที่พบในเมือกของหอยทาก อัลลันโทอิน (Allantoin) พบว่า มีมากในเมือกหอยทาก แต่พบว่า ในเมือกของเห็ดเยื่อไผ่ มีสารชนิดนี้สูงกว่าหลายเท่า จะออกฤทธิ์ต่อต้านการอักเสบ และการระคายเคืองของผิว ช่วยฟื้นฟูเซลล์ผิวที่เสื่อมสภาพ ลดริ้วรอย และเร่งการผลิตเซลล์ผิวใหม่ และเมือกของเห็ดเยื่อไผ่ ยังอุดมไปด้วยกรดไกลโคลิค(Glycolic acid) ซึ่งเป็นสารจากธรรมชาติที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสตินให้ความยืดหยุ่นแก่ผิว และกรดไฮยาลูรอนิค (Hyaluronic Acid) ที่ช่วยลดริ้วรอย ให้ความชุ่มชื้นแก่ผิว ทำให้ผิวหนังมีความยืดหยุ่นได้ดี ผิวหนังกระชับ เต่งตึงได้ดีกว่า ขจัดเซลล์ที่ตายแล้ว ช่วยสร้างหนังกำพร้าที่ตายไปแล้วหลุดเป็นขี้ไคล ให้มีหนังกำพร้าใหม่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว คล้ายผิวเด็กทารก ที่สำคัญเป็นสารพฤษเคมีจากธรรมชาติ จึงมีความปลอดภัยสูง และไม่มีความเป็นพิษ

  • ในปัจจุบันได้มีการส่งเสริมให้เกษตรกรหรือผู้สนใจทั่วไปปลูกไผ่หลายพื้นที่ เนื่องจากไผ่เป็นพืชที่ปลูกง่าย โตไว มีอัตราการเจริญเติบโตไวที่สุด และมีศักยภาพสูงในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และกักเก็บคาร์บอนได้ดี ป่าไม้ทั่วไปจะมีอัตราการเจริญเติบโตด้วยชีวมวล 2-5% ต่อปี ในขณะที่ป่าไม้ไผ่มีอัตราการเจริญเติบโตถึง 30% ต่อปี ต้นไผ่มีความสามารถในการดูดซับคาร์บอนเป็นปริมาณมาก ผลผลิตชีวมวลของป่าไม้ไผ่อายุ 2 ปี สูงถึง 250,000 กก. มีปริมาณชีวมวลต่อหน่วยเนื้อที่สูงกว่าไม้ทั่วไป 4-6 เท่า นอกจากนี้ไม้ไผ่ยังเป็นไม้ที่สามารถปลูกได้ในทุกพื้นที่ เช่น บนพื้นที่ที่ชันสูง ที่ดินเค็ม ที่น้ำท่วม ที่ที่ดินมีความเป็นกรด เป็นด่าง เป็นต้น เพราะไม้ไผ่ถือว่าเป็นพืชตระกูลหญ้า และไม้ไผ่ยังสามารถช่วยปรับปรุงสภาพระบบนิเวศน์ของดินได้ด้วยในบริเวณป่าเสื่อมโทรมได้ในระยะเวลาสั้นๆ จากรากที่แผ่กว้าง และความหนาแน่นของเรือนยอด ทำให้ไม้ไผ่มีประสิทธิภาพสูงในการอนุรักษ์ดินและน้ำ ช่วยป้องกันการชะล้างและการกัดเซาะพังทลายของหน้าดินได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะริมคลอง ริมตลิ่ง หรือพื้นที่ราบสูง ทำให้ที่ช่องว่างทำให้อากาศออกซิเจนไหลเวียนในดินมากขึ้น ดังนั้น จึงควรศึกษาวิจัยโครงการต้นแบบการผลิตเห็ดเยื่อไผ่ในสวนไผ่ครบวงจร เพื่อเป็นแหล่งอาหาร เวชสำอาง และยา เชิงพาณิชย์ ซึ่งการเพาะเห็ดเยื่อไผ่ในพื้นที่ว่างเปล่าของพื้นที่ปลูกไผ่เป็นกิจกรรมหนึ่งที่น่าจับตามองนอกจากเป็นสินค้าที่มีศักยภาพสูงในแปรรูปเป็นอาหาร เวชสำอาง และยา เชิงพาณิชย์ และยังมีผลพลอยได้จากเศษวัสดุที่เหลือจากการเพาะเห็ดเพื่อใช้เป็นปุ๋ยชีวภาพอย่างดีชนิดหนึ่ง เป็นการสร้างรายได้อีกทางหนึ่งให้แก่เกษตรกรผู้ปลูกไผ่ รวมทั้งสามารถขยายผลของโครงการวิจัยดังกล่าวสู่เชิงพาณิชย์เป็นต้นแบบการสร้างอาชีพที่ใช้ประโยชน์ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ให้แก่เกษตรกรทั่วประเทศ (เอกสารแนบ 1)

  • 2. วัตถุประสงค์ของการวิจัย

    2.1 เพื่อศึกษาเปรียบเทียบวิธีการเพาะ และพื้นที่ที่เหมาะสมในการผลิตเห็ดเยื่อไผ่เชิงพาณิชย์

    2.2 เพื่อตรวจวิเคราะห์สาระสำคัญและพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหาร ยา และเวชสำอางจากเห็ดเยื่อไผ่

    2.3 เพื่อวิเคราะห์จุดคุ้มทุนในการผลิตเห็ดเยื่อไผ่เชิงพาณิชย์

    3. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

    3.1 ได้กรรมวิธี และเทคนิคการเพาะเห็ดเยื่อไผ่เชิงพาณิชย์

  • 3.2 มีผลิตภัณฑ์อาหาร ยา และเวชสำอาง ที่มีคุณภาพ

    3.3 ทราบจุดคุ้มทุนในการผลิตเห็ดเยื่อไผ่

    3.4 มีต้นแบบการผลิตเห็ดเยื่อไผ่ในป่าไผ่ครบวงจร เพื่อเป็นแหล่งอาหาร เวชสำอาง และยาเชิงพาณิชย์ เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการสร้างงาน และรายได้ให้กับเกษตรกร

ยืนยันคำสั่ง?
คุณต้องการดำเนินการต่อไปหรือไม่?
Message
Error 1054: Unknown column \'innovation_grp_idx\' in \'field list\'