ความตกลงและเอกสารสำคัญ

Association of Southeast Asian Nations

ASEAN Trade in Goods Agreement: ATIGA

อาเซียน หรือ สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้เริ่มจัดท าเขตการค้าเสรีอาเซียน (ASEAN Free Trade Area : AFTA) ตั้งแต่ปี 2535 โดยมีการลงนามในกรอบความตกลงแม่บทว่าด้วยขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจของอาเซียน (Framework Agreement on Enhancing ASEAN Economic Cooperation) และความตกลงว่าด้วยการใช้อัตราภาษีพิเศษที่เท่ากันส าหรับเขตการค้าเสรีอาเซียน [Agreement on the Common Effective Preferential TariffFree Trade Area (AFTA)

ตลอดระยะเวลาของการบังคับใช้ความตกลง CEPT-AFTA ประเทศสมาชิกมักมีข้อขัดแย้งในเรื่องการตีความบทบัญญัติ และการหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามพันธกรณี อาทิ มาเลเซียขอชะลอการลดภาษีศุลกากรส าหรับสินค้ายานยนต์ อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ขอชะลอการโอนย้ายรายการสินค้าข้าวและน้ำตาล เวียดนามขอชะลอการลดภาษีสินค้ายานยนต์ ไทยใช้มาตรการที่มิใช่ภาษีกับน้ ามันปาล์ม เป็นต้น ทำให้อาเซียนสูญเสียความน่าเชื่อถือในสายตาของประชาคมโลก

นับแต่อาเซียนมีเป้าหมายในการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community: AEC) ภายในปีพ.ศ. 2558 (ค.ศ. 2015) ประเทศสมาชิกได้ส่งเสริมให้มีแผนงานด้านเศรษฐกิจในเชิงบูรณาการตามที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบันและที่จะมีขึ้นเพิ่มเติมในอนาคต นอกจากนี้ อาเซียนได้ให้ความส าคัญกับกฎหมายและกฎเกณฑ์ โดยพยายามที่จะพัฒนาระบบการดำเนินการของอาเซียนให้เป็นระบบอิงกฎระเบียบ (rules-based system) เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประเทศสมาชิก

ดังนั้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย AEC ปี 2015 ประเทศสมาชิกอาเซียนจึงต้องปฏิบัติตามพันธกรณีอย่างเข้มงวดเพื่อให้สามารถด าเนินการไปสู่เป้าหมายดังกล่าวได้ ที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (AEM Retreat) เมื่อเดือนพฤษภาคม 2550 เห็นชอบให้มีการทบทวนและปรับปรุงความตกลง CEPT-AFTA และที่ประชุม AFTA Council ครั้งที่ 21 เมื่อเดือนสิงหาคม 2550 มีมติให้ด าเนินการปรับปรุงความตกลง CEPT-AFTA ให้เป็นความตกลงที่ครอบคลุมประเด็นทางการค้าทุกเรื่อง เพื่อส่งเสริมให้อาเซียนมีการเคลื่อนย้ายสินค้าอย่างเสรี น าไปสู่การเป็นตลาดเดียวและฐานการผลิตร่วม และเพื่อเตรียมความพร้อมของประเทศสมาชิกในการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนภายในปี 2015

ความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ASEAN Trade in Goods Agreement: ATIGA) ได้พัฒนาตามรูปแบบความตกลงการค้าสินค้าทั่วไป ซึ่งวางหลักเกณฑ์ที่เป็นข้อบังคับอันเข้มงวด แต่ก็ระบุให้มีความยืดหยุ่นที่เพียงพอสำหรับประเทศสมาชิกอาเซียนใหม่ (กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม) ด้วย โดย ATIGA กำหนดหลักเกณฑ์เรื่องการลดและยกเลิกมาตรการทางภาษีและการยกเลิกมาตรการที่มิใช่ภาษี โดยมีแผนงานและกรอบระยะเวลาที่ชัดเจน เพื่อป้องกันปัญหาการหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามพันธกรณีของประเทศสมาชิก อย่างไรก็ตาม ATIGA ได้กำหนดให้มีข้อยกเว้นจากการปฏิบัติตามข้อผูกพันไว้ด้วย อาทิ บทบัญญัติเรื่องการแก้ไขหรือการระงับการให้ข้อลดหย่อนชั่วคราว บทบัญญัติเรื่องข้อยกเว้นทั่วไป เป็นต้น

การเพิ่มเติม กฎเกณฑ์ทางการค้าทั่วไปที่สำคัญ ไว้ใน ATIGA โดยอาศัยแนวทางจากความแตกต่างของ WTO อาทิ หลักการประติบัติเยี่ยงชาติที่ได้รับความอนุเคราะห์ยิ่ง การประติบัติเยี่ยงคนชาติ มาตรการสำคัญไว้ใน ATIGA โดยอาศัยแนวทางจากความตกลงเยียวยาทางการค้า และความโปร่งใส เป็นต้น เป็นการอุดช่องโหวในความตกลง CEPT-AFTA เดิม

อย่างไรก็ตาม อาเซียนต้องเตรียมการรับมือกับปัญหาที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอันเนื่องมาจากการบังคับใช้ ATIGA ไม่ว่าจะเป็นปัญหาในทางปฏิบัติ โดยอาเซียนต้องมีการหารือระหว่างประเทศสมาชิกด้วยกันเพื่อหาแนวทางหรือรูปแบบเพื่อให้ประเทศสมาชิกสามารถปฏิบัติตามพันธกรณีได้อย่างสมบูรณ์ หรือปัญหาด้านความไม่ชัดเจนและคลุมเครือของถ้อยค าในบทบัญญัติ ซึ่งอาเซียนอาจพิจารณาใช้แนวทางแก้ปัญหาตามกรณีตัวอย่างที่ปรากฏในองค์การการค้าโลก

เมื่อศึกษาตัวอย่าง การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจที่ประสบความสำเร็จ ดังเช่นการจัดตั้งเขตการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (North America Free Trade Area: NAFTA) ของสหรัฐอเมริกา แคนาดา และเม็กซิโก เศรษฐกิจที่ประสบความส าเร็จดังเช่นการจัดตั้งเขตการค้าเสรี NAFTA ได้ให้ความส าคัญกับกฎเกณฑ์ทางการค้าที่มีความชัดเจนและละเอียดซับซ้อน ซึ่งอาเซียนเน้นให้ภาคีสมาชิกปฏิบัติตามพันธกรณีอย่างเคร่งครัด อาทิ การปฏิบัติต่อภาคีสมาชิก เยี่ยงคนชาติ การขจัดอุปสรรคทางด้านการค้าทั้งในเรื่องมาตรการทางภาษีซึ่งก าหนดขั้นตอนและกรอบระยะเวลาในการยกเลิกภาษีศุลกากรอย่างชัดเจน โดยแบ่งกลุ่มสินค้าตามลำดับความส าคัญและความพร้อมของภาคีสมาชิก และกำหนดมาตรการยกเลิกอุปสรรคการค้าที่มิใช่ภาษีหลายมาตรการ รวมทั้งผลักดันเรื่องการลดขั้นตอนพิธีการศุลกากรเพื่อเป็นการอ านวยความสะดวกทางการค้า เป็นต้น และปัจจัยส าคัญที่ท าให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการค้าภายในภูมิภาคอย่างเห็นได้ชัด คือ การปฏิบัติตามข้อผูกพันของภาคีสมาชิกอย่างเคร่งครัด

ดังนั้น การที่ ATIGA กำหนดแผนการด าเนินงานอย่างชัดเจนและมีรายละเอียดครบถ้วนทั้งในด้านมาตรการทางภาษีและมาตรการที่มิใช่ภาษี โดยมีแนวทางเช่นเดียวกับ NAFTA คาดได้ว่ากฎเกณฑ์ภายใต้ ATIGA จะเป็นส่วนสำคัญที่สนับสนุนให้ประเทศสมาชิกอาเซียนสามารถปฏิบัติตามพันธกรณีได้อย่างเคร่งครัดและครบถ้วน และป้องกันการหลีกเลี่ยงการปฏิบัติตามพันธกรณีโดยอ้างเหตุผลทางการเมือง เศรษฐกิจ หรือสังคมเหมือนในอดีต และจะเป็นส่วนสำคัญที่เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้นำเข้าและผู้ส่งออกภายในภูมิภาคเดียวกันและภูมิภาคอื่นด้วย

ท้ายสุด การรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ จองอาเซียนจะประสบความสำเร็จได้ การปฎิบัติตามตกลง ATIGA อย่างเคร่งครัดของประเทศสมาชิกทุกประเทศถือเป็นปัจจัยที่สำคัญ เนื่องจากทำให้เกิดการจะประสบความส าเร็จได้ การปฏิบัติตามความ ทลายก าแพงข้อกีดกันและอุปสรรคทั้งหลายระหว่างประเทศสมาชิก ซึ่งจะส่งผลให้การค้าระหว่างประเทศสมาชิกขยายตัวมากขึ้น มีการขยายตลาดภายในภูมิภาคและขยายฐานการตลาดไปสู่ประเทศนอกภูมิภาคอีกด้วย ท าให้ปริมาณการค้าในภูมิภาคจะเพิ่มขึ้น มีการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนท าให้อาเซียนสามารถเพิ่มอ านาจการต่อรองกับประเทศนอกกลุ่มได้เป็นอย่างดี

ASEAN Comprehensive Investment Agreement : ACIA

ความเป็นมา เพื่อให้เป็นไปตามแผนงานการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC Blueprint) ที่ประชมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (AEM) ครั้งที่ 39 (23 ส.ค. 2550) มอบหมายให้คณะประสานงานด้านการลงทุนอาเซียน (CCI) ดำเนินการทบทวนความตกลงด้านการลงทุนอาเซียน (AIA) ที่ว่าด้วยการเปิดเสรีการลงทุน ซึ่งใช้มาตั้งงแต่ปี 2541 และความตกลงส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน (ASEAN IGA) บังคับใช้ตั้งแต่ 2530 โดยผนวกให้เป็นความตกลงเต็มรูปแบบฉับบเดียว เรียกว่า ASEAN Comprehensive Investment Agreement (ACIA)

ความคืบหน้า

รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนลงนามในความตกลง ACIA เมื่อ 26 ก.พ. 2552 ณ จังหวัดเพชรบุรี ประเทศไทย ความตกลง ACIA จะมีผลบังคับใช้เมื่ออาเซียนให้สัตยาบันครบทั้ง 10 ประเทศ ขณะนี้เหลือเพียง 2 ประเทศที่ ยังไม่ให้สัตยาบัน คือ อินโดนเซียและไทย อาเซียนกำลังจัดทำรายการขอสงวนเปิดตลาดสำหรับที่ประชุมร่วมระหว่าง AEM และคณะมนตรีด้านการลงทุนอาเซียน (AIA Council) ให้ความเห็นชอบ/รับรองให้ข้อสงวนมีผลบังคับใช้ควบคู่ไปกับความตกลง ACIA อาเซียนกำหนดเป้าหมายให้ความตกลง ACIA และตารางข้อสงวนจะมีผลบังคับใช้ในช่วงเดือนสิงหาคม 2553

สาระสำคัญ

ประกอบด้วย 4 หลักการใหญ่ คือ เปิดเสรี ให้ความคุ้มครอง ส่งเสริมและอำนวยความสะดวกด้านการลงทุน ครอบคลุมการลงทุนในธุรกิจ 5 สาขา ประกอบด้วย เกษตร ประมง ป่าไม้ เหมื่องแร่ และอุตสาหกรรมการผลิต รวมถึง ปริการที่เดี่ยวเนื่องกับ 5 สาขาข้างต้น โดยรวมทั้งทางตรง (FDI) และลงทุนในหลักทรัพย์ (portfolio)

ผู้ที่จะได้รับประโยชน์ คือ นักลงทุนอาเซียนและต่างชาติที่มีกิจการอยู่ในแซียน (ไทยสงวนไม่ให้ non-Party) การเปิดเสรี - รัฐผูกพันที่จะลด / เลิกข้อจำกัดหรือเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน หรือไม่ออกกฏระเบียบใหม่ๆ ที่เข้มงวดกว่าระดับที่ผุกพันไว้ ตามพันธกรณีว่าด้วยการปฏิบัติเยื่องต่างชาติ National Treatment (NT) และการปฏิบัติเยี่ยงชาติที่ได้รับควาาอนุเคาระห์ยิ่ง Most-Favored-Nation Treatment (MFN)การจัดทำข้อสงวนเปิดตลาด

อนุญาตให้ประเทศสมาชิกอาเซียนสามารถสงวนสาขาที่ไม่พร้อมเปิดตลาด หรือมาตรการที่เป็นเงื่อนไขในการลงทุนได้ โดยเขียนไว้ในรายการข้อสงวน แต่ระดับการเปิดตลาดจะต้องไม่น้อยกว่าที่เคยผุกพันไว้ใน (AIA)รายการข้อสงวน ACIA เป็นแบบ Negative List (เช่นเดียวกับ AIA) คือ ให้เขียนสงวนมาตรการที่เป็นเงื่อนไขในการเข้าลงทุนของต่างขาตืในแต่ละสาขา หาไม่เขียนสงวนหมายถึงเปิดตลาดในสาขานั้นๆรายการข้อสงวนของไทยมีระดับการเปิดเสรีเท่ากับกฎหมายภายในที่บังคับใช้อยู่ (current regime)

ผลที่คาดว่าจะได้รับ (ประโยชน์/ ผลกระทบ)

เชิงรับ : ไดัรับเงินลงทุนทมากขึ้นทั้งจากอาเซียนด้วยกันเองและจากต่างชาติ และผลพลอยได้ เช่น การจ้างงานที่มากขึ้น การพัฒนาคุณภาพของแรงงาน การถ่ายทอดเทคโนโลยี โครงข่ายสาธารณูปโภคฯ

เชิงรุก : เปิดโอกาสให้ธุรกิจไทยไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านโดยมีหลักประกันที่มั่นคงมากขึ้น เสริมสร้างให้ภูมิภาคอาเซียนเป็นฐาน/เขตรองรับการลงทุนที่ครบวงจรมากขึ้น

การแข่งขันที่สูงขึ้นทั้งการลงทุนภายในประเทศและประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งนี้ รัฐก็มีหน่วยงานที่ส่งเสริมและสนับสนุนภาคเอกชน เช่น สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ธนาคารพัฒนาวิสาหกิตขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ เป็นต้น

สถานะล่าสุด

ความตกลงฯ นี้จะมีผลบังคับใช้เมื่อทุกประเทศยื่นตารางข้อผูกพันการเปิดเสรีต่อสำนักเลขาธิการต่อสำนักเลาขาธิการอาเซียนและเวียนให้ทุกประเทศทราบและคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในเดือนมีนาคม 2555 นี้

- Text Agreement (eng): อยใน X:\Framework of ASEAN\ASEAN - Investment\ACIA\ACIA - Final Text

-คำแปลเป็นไทยอย่างไม่เป็นทางการ: X:\Framework of ASEAN\ASEAN - Investment\ACIA\คำแปล ACIA อย่างไม่เป็นทางการ 17 Nov 2551 (2008)

- แนวทางการจัดทำรายการขอสงวนของไทย ที่มา: www.boi.go.th http://www.boi.go.th/thai/ASEAN/ASEAN/report.pdf

ASEAN Framework Agreement on Services : AFAS

ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับ AFAS

1. ความเป็นมา

การเจรจาเปิดตลาดการค้าบริการในอาเซียนได้ดำเนินการภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยบริการของอาเซียน (ASEAN Framework Agreement on Services: AFAS) โดยสมาชิกจะทยอยเปิดตลาดให้แก่กันเป็นรอบๆ และเปิดตลาดในระดับที่สูงขึ้น

หลักการสำคัญของ AFAS

• สมาชิกทุกประเทศต้องเข้าร่วมการเจรจาเป็นรอบ รอบละ 3 ปี ซึ้งภายหลังได้ลดเหลือรอบละ 2 ปีแทนเพื่อทยอยผูกพันการเปิดตลาดให้มากขึ้นทั้งสาขา (Sector) และรูปแบบการให้บริการ (Mode of Supply) ร่วมทั้งลดข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคต่อผู้ให้บริการในกลุ่มสมาชิก

• แต่ละประเทศยังมีสิทธิในการออกกฎระเบียบภายในประเทศของตนเพื่อเพื่อกำกับดูแลธุรกิจบริการให้มีคุณภาพได้

• สมาชิกอาเซียนต้องเปิดตลาดธุรกิจบริการให้แก่กันมากกว่าที่แต่ละประเทศได้มีข้อตกลงไว้กับองค์การการค้าโลก (WTO)

อย่างไรก็ตาม การเปิดเสรีการค้า บริการการเท่าที่ผ่านมามีความคืบหน้าค่อนข้างช้า เพราะอาเซียนยังมีระดับพัฒนาด้ายการบริการที่แตกต่างกัน รวมทั้งมีข้อจำกัดด้านกฏหมายภายในประเทสที่เกี่ยวข้องซึ่งตกลง AFAS เองก็เป็นเพียงกรอบกติกาเกี่ยวกับการเปิดเสรี โดยไม่ได้มีแผนงานที่ระบุแนวทางและขั้นตอนการดำเนินการที่ชัดเจน ดังนั้น ที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2550 ณ เมืองเซบู ประเทศฟิลิผินส์ จึงมีมติให้สมาชิกปรับปรุงข้อผูกพันเปิดตลาดของตนตามที่อาเซียนกำหนด เพื่อให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของ Free Flow of Services ภายใต้เป้รหมายการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ให้จัดทำแผนเปิดตลาดอาเซียนเพื่อนำไปสู่การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC Blueprint) ภายใต้ปี พ.ศ. 2553 – 2558 (ค.ศ. 2010 – 2015) และให้สมาชิกจัดทำข้อผูกพันให้สอดคล้องกับเป้าหมายในแต่ละช่วงกำหนด

AEC Blueprint ได้ระบุให้สมาชิกต้องเปิดตลาดฯ ตามเป้าหมายที่กำหนดจนถึงปี พ.ศ. 2558 โดยกำหนดระดับเปิดตลาด (threshold) ดังนี้

เป้าหมายระดับการเปิดตลาด

- การให้บริการแบบข้ามพรมแดน (Mode 1) และการใช้บริการข้ามพรมแดน (Mode 2) จะต้องยกเลิกข้อจำกัดทั้งหมด แต่หากมเหตุผลจำเป็นที่จะต้องคงเงื่อนไขบางประการสาหรับสาขาบริการนั้นๆ ก็อาจสามารถทำได้

- การให้นักลงทุนอาเซียนเข้ามาจัดตั้งธุรกิจ (Mode 3) ได้มีการกำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องเปิดให้นักลงทุนอาเซียนเข้ามาจดตั้งธุรกิจโดยถือหุ้นได้มากขึ้นจนถึง 70% ซึ่งจะเปิดอย่างเป็นขั้นๆ ดังนี้ สาขาเร่งรัด (ท่องเที่ยว สุขภาพ โทรคมนาคมและคอมพิวเตอร์ และขนส่งทางอากาศ):

49% (ป 2006) 51% (ปี 2008) และ 70% (ปี 2010)

โลจิสติกส์ : 49% (ปี 2008) 51% (ปี 2010) และ 70% (ปี 2013)

สาขาอื่นๆที่เหลือ: 49% (ปี 2008) 51% (ปี 2010) และ 70% (ปี 2015)

นอกจากนี้ ยังตองยกเลิกขอจำกัดการค้าบริการแบบข้ามพรมแดน และเงื่อนไขอื่นๆ ในการจัดตั้งธุรกิจอีกด้วย ทั้งนี เป้าหมายการเปิดเสรีดังกล่าวเปิดใหม่ความยืดหยุ่น (Flexibility) ได้โดยการใช้ความยืดหยุ่นจะเป็นไปตามที่สมาชิกตกลงกัน

2. สถานะล่าสุด

สมาชิกอาเซียนทั้งหมดลงนามพิธีสารอนุวัตข้อผูกพันเปิดตลาดฯ ชุดที่ 7 ตั้งแต่เดอนกุมภาพันธ์ 2552 โดยพิธ๊สารฯ และตารางขอผูกพันที่เป็นภาคผนวกแนบท้ายพิธีสารฯ มีผลใช้บังคับแล้วตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2552

ข้อมูลพันเปิดตลาดการค้าบริการชุดที่ 7 ครอบคลุมธุรกิจบริการทั้งสิ้น 143 รายการ ซึ่งครอบคลุมสาขาบริการหลัก ได้แก่ วิชาชีพ คอมพิวเตอรื การจิจัยและพัฒนา อสังหริมสทรัพทื การเช่า บริการธุรกิจ (เช่น ธุรกิจโฆษณา การให้คำปรึกษา การพิมพ์ การซ่อมบำรุง เป็นต้น) โทรคมนาคม โสตทัศน์ ก่อสร้าง การจัดจำหนาย การศึกษา สิ่งแวดล้อม สุขภาพ ท่องเที่ยว นันทนาการ ขนส่งทางน้ำระหว่าสงประเทศ ขนส่งทางรถไฟ ขนส่งทางบก และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการขนส่ง

อย่างไรก็ตาม จากธุรกิจบริการทั้งหมด 143 รายการที่ผูกพัน มีเพียง 65 รายการที่ต้องผูกพันตามเป้าหมายที่กำหนดในแผนงานการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC Blueprint) โดยสาระสำคัญของข้อผูกพันของไทยก็คือ ทุกรายการที่ผูกพันยังเป็นไปตามกรอบกฎหมายไทย กล่าวคือ อนุญาตให้ต่างชาติจากประเทศสมาชิกอาเซียนมีสิทธิถือหุ้นในนิติบุคคลที่เข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทยได้ไม่เกิน ร้อยละ 49 และไทยยังคงสงวนเงื่อนไขต่างๆ ที่เป็นไปตามกรอบของกฎหมายไทยทั้งหมด โดยยกเลิกมาตรการหรือเงื่อนไขในข้อจำกัดเกี่ยวกับการให้บริการแบบข้ามพรมแดน (Mode 1 และ Mode 2) การเข้ามาจัดตั้งธุรกิจ (Mode 3) และการเคลื่อนย้ายบุคคลธรรมดา (Mode 4)

สำหรับการจัดทำตารางข้อผูกพันเปิดตลาดบริการชุดที่ 8 ประเทศสมาชิกมีกำหนดต้องดำเนินการยื่นข้อผูกพันเปิดตลาด ชุดที่ 8 ให้แล้วเสร็จภายในปี 2553 โดยต้องผูกพันสาขาบริการให้ได้ตามเป้าหมายที่ระบุในแผนงานการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC Blueprint) ซึ่งกำหนดไว้ว่า สำหรับสาขาบริการเร่งรัด (Priority Sectors: PIS) ได้แก่ e-ASEAN (สาขาคอมพิวเตอร์และโทรคมนาคม) สาขาสุขภาพ สาขาท่องเที่ยว และสาขาขนส่งทางอากาศ ต้องอนุญาตให้ผู้ให้บริการมีสัดส่วนการถือหุ้นของนักลงทุนอาเซียนไม่ตํ่ากว่าร้อยละ 70 และยกเลิกข้อจำกัดการเข้าสู่ตลาดอื่นๆ ทั้งหมด ส่วนสาขาบริการที่เหลือ ต้องอนุญาตให้ผู้ให้บริการมีสัดส่วนการถือหุ้นของนักลงทุนอาเซียนไม่ตํ่ากว่าร้อยละ 51 และลดข้อจำกัดการเข้าสู่ตลาดอื่นๆ ให้เหลือได้เพียงสองข้อจำกัด สำหรับข้อจำกัดอื่นๆ ก็เช่น การจำกัดจำนวนผู้ให้บริการ การจำกัดมูลค่ารวมทั้งหมดของธุรกรรมทางการค้าบริการ ข้อกำหนดเรื่องสัดส่วนผู้ให้บริการที่เป็นบุคลากร การกำหนดสัญชาติและถิ่นที่อยู่ของผู้บริหาร และการกำหนดเรื่องทุนขั้นตํ่า เป็นต้น โดยในขณะนี้ทุกประเทศยังอยู่ระหว่างการดำเนินการจัดทำข้อผูกพัน