สนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
บาหลี ๒๔ กุมภาพันธ์ ๑๙๗๖ (พ.ศ.๒๕๑๙)

คำปรารภ

อัครภาคีผู้ทำสัญญา

สำนึก ในความผูกพันที่มีอยู่ในทางประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ และวัฒนธรรม ซึ่งได้ผูกพันประชาชนของตนไว้ด้วยกัน ห่วงใย ที่จะส่งเสริมสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค โดยยึดถือการเคารพความยุติธรรมและหลักเกณฑ์แห่งกฎหมาย และโดยเพิ่มพูนพลังอันเข็มแข็งของภูมิภาคในความสัมพันธ์ของตน

ปรารถนา ที่จะเพิ่มพูนสันติภาพ มิตรภาพ และความร่วมมือกันในเรื่องต่างๆ ที่มีผลต่อเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในแนวทางตามเจตนารมย์และหลักการหางกฎบัตรสหประชาชาติหลักสิบประการซึ่งได้รับเอาแล้วโดยการประชุมเอเชีย-แอฟริกา ณ เมืองบันดุงเมื่อวันที่ ๑๕ เมษายน ๑๙๕๕ (พ.ศ. ๒๔๙๘) ปฏิญญาแห่งสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งได้ลงนามกัน ณ กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ ๘ สิงหาคม ๑๙๖๗ (พ.ศ. ๒๕๑๐) และปฏิญญาซึ่งได้ลงนามกัน ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ เมื่อวันที่ ๒๗ พฤศจิกายน ๑๙๖๗ (พ.ศ. ๒๕๑๔)

เชื่อมั่น ว่าการระงับข้อขัดแย้งหรือกรณีพิพาทระหว่างประเทศของตนจะต้องกำหนดให้เป็นระเบียบโดยกระบวนการที่มีเหตุผล มีประสิทธิผล และมีความยืดหยุ่นเพียงพอ โดยเลี่ยงที่จะใช้ท่าทีในทางปฏิเสธใดๆ ซี่งอาจเป็นอันตรายหรือเป็นการขัดขวางต่อการร่วมมือกัน

เชื่อ ในความจำเป็นที่จะต้องร่วมมือกับบรรดาประชาชาติที่รักสันติทั้งปวงทั้งภายในและภายนอกเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในการช่วย ส่งเสริมสันติภาพ เสถียรภาพและความสมัครสมานกันของโลก

จึงตกลงกัน อย่างแนวแน่ ที่จะกระทำสนธิสัญญามิตรภาพ และความร่วมมือ ดังต่อไปนี้

บทที่ ๑ ความมุ่งประสงค์และหลักการ

ข้อ ๑ ความมุ่งประสงค์แห่งสนธิสัญญานี้ ได้แก่ การที่จะส่งเสริมสันติภาพนิรันดรมิตรภาพและความร่วมมือกันตลอดกาลระหว่างประชาชนของตน ซึ่งจะช่วยเกื้อกูลให้เกิดความเข้มแข็ง ความเป็นปึกแผ่น และ สัมพันธภาพอันใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น

ข้อ ๒ ในความสัมพันธ์ระหว่างกัน อัครภาคีผู้ทำสัญญาจักรับเอาหลักการขั้นมูลฐานดังต่อไปนี้เป็นแนวทาง คือ
ก. การเคารพซึ่งกันและกันในเอกราช อธิปไตย ความเสมอภาค บูรณภาพแห่งดินแดนและเอกลักษณ์แห่งชาติของประชาชาติทั้งปวง
ข. สิทธิของทุกรัฐที่จะนำความคงอยู่ของชาติตนให้ปลอดจากการแทรกแซงการบ่อนทำลาย หรือการขู่บังคับจากภายนอก
ค. งดการไม่แทรกแซงในกิจการภายในของกันและกัน
ง. การระงับข้อขัดแย้งหรือข้อพิพาทโดยสันติวิธี
จ. การเลิกคุกคามหรือใช้กำลัง
ฉ. ความร่วมมือระหว่างอัครภาคีด้วยกันอย่างมีประสิทธิผล

บทที่ ๒ มิตรภาพ

ข้อ ๓ โดยอนุวัติตามความมุ่งประสงค์แห่งสนธิสัญญานี้ อัครภาคีผู้ทำสัญญาจักพยายามพัฒนาและกระชับความผูกพันในความเป็นมิตรต่อกันตามประเพณี วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ ความเป็นเพื่อนบ้านที่ดีและความร่วมมือกันซึ่งผูกพันไว้ด้วยกัน และจะปฏิบัติให้ถูกต้องตามข้อผูกพันที่รับว่าจะปฏิบัติตามสนธิสัญญานี้โดยสุจริต เพื่อที่จะส่งเสริมความเข้าใจระหว่างกันให้ใกล้ชิดยิ่งขึ้น อัครภาคีผู้ทำสัญญาจักสนับสนุนและอำนวยความสะดวกแก่การติดต่อและความเกี่ยวพันกันระหว่างประชาชนของตน

บทที่ ๓ ความร่วมมือ

ข้อ ๔ อัครภาคีผู้ทำสัญญาจักส่งเสริมให้มีความร่วมมือกันอย่างจริงจังในด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม วิชาการ วิทยาศาสตร์ และการบริหาร กับทั้งในเรื่องใดๆ อันเกี่ยวกับอุดมคติและประณิธานร่วมกันเกี่ยวกับสันติภาพและเสถียรภาพระหว่างประเทศในมิภาคและเรื่องอื่นๆ ทั้งปวงอันเป็นผลประโยชน์ร่วมกัน

ข้อ ๕ โดยอนุวัติตามข้อ ๔ อัครภาคีผู้ทำสัญญาจักใช้ความพยายามมากที่สุดทั้งที่เป็นการหลายฝ่ายและสองฝ่ายตามมูลฐานแห่งความเสมอภาพ การไม่เลือกประติบัติ และเกิดคุณประโยชน์แก่กันและกัน

ข้อ ๖ อัครภาคีผู้ทำสัญญาจักร่วมกันเพื่อเร่งรัดให้เกิดความเติบโตทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเพื่อที่จะเสริมสร้างรากฐานประชาคมของประชาชาติให้มีความไพบูลย์และมีสันติภาพในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อจุดมุ่งหมายนี้ อัครภาคีผู้ทำสัญญาจักส่งเสริมให้มีการใช้ประโยชน์จากเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมมากยิ่งขึ้น ให้มีการขยายตัวทางการค้าและปรับปรุงพื้นฐานทางเศรษฐกิจให้ดีขึ้นเพื่อคุณประโยชน์ซึ่งกันและกันของประชาชนของตน ในการนี้ อัครภาคีผู้ทำสัญญาจักค้นหาหนทางทั้งปวงสืบไปเพื่อความร่วมมืออย่างใกล้ชิดและอำนวยประโยชน์กับรัฐอื่นๆ ทั้งกับองค์การระหว่างประเทศและองค์การส่วนภูมิภาคซึ่งอยู่ภายนอกภูมิภาคนี้ด้วย

ข้อ ๗ อัครภาคีผู้ทำสัญญาจักขยายความร่วมมือกันในทางเศรษฐกิจเพื่อให้บรรลุถึงความยุติธรรมทางสังคมและเพื่อยกมาตรฐานการครองชีพของประชาชนในภูมิภาค เพื่อความมุ่งประสงค์นี้ จักรับเอายุทธศาสตร์ที่เหมาะสมของภูมิภาคเพื่อพัฒนาการทางเศรษฐกิจและการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน

ข้อ ๘ อัครภาคีผู้ทำสัญญาจักพยายามให้บรรลุถึงความร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดที่สุดตามมาตราส่วนที่กว้างขวางยิ่ง และจะหาทางให้ความช่วยเหลือแก่กันและกันในรูปการให้ความสะดวกเกี่ยวกับการฝึกอบรมและการวิจัยในด้านสังคม วัฒนธรรม วิชาการ วิทยาศาสตร์ และการบริหาร

ข้อ ๙ อัครภาคีผู้ทำสัญญาจักพยายามสนับสนุนให้มีความร่วมมือกันยิ่งขึ้นเพื่อช่วยส่งเสริมอุดมการณ์แห่งสันติภาพ ความสมัครสมานและเสถียรภาพในภูมิภาค เพื่อจุดมุ่งหมายนี้อัครภาคีผู้ทำสัญญาจักดำรงไว้ซึ่งกันติดต่อและการปรึกษาหารือกันเป็นประจำในเรื่องต่างๆ เกี่ยวกับการระหว่างประเทศและเกี่ยวกับภูมิภาคเพื่อประสานทัศนคติ การกระทำ และนโยบายจองตนเข้าด้วยกัน

ข้อ ๑๐ อัครภาคีผู้ทำสัญญาแต่ละฝ่ายจักไม่เข้ามีส่วนร่วมไม่ว่าในทำนองหรือรูปแบบใดๆ ในกิจกรรมซึ่งจะก่อให้เกิดการคุกคามต่อเสรีภาพทางการเมืองและเศรษฐกิจ อธิปไตยหรือบูรณภาพแห่งดินแดนของอัครภาคีผู้ทำสัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง

ข้อ ๑๑ อัครภาคีผู้ทำสัญญาจักพยายามเสริมสร้างพลังอันเข้มแข็งของชาติของตนแต่ละฝ่ายทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม กับทั้งในด้านความมั่นคงให้เป็นการสอดคล้องกับอุดมคติและประณิธานของแต่ละฝ่าย เพื่อให้ปลอดจากการแทรกแซงจากภายนอก และปลอดจากกิจกรรมในทางบ่อนทำลายภายในเพื่อรักษาไว้ซึ่งเอกลักษณ์แห่งชาติของแต่ละฝ่าย

ข้อ ๑๒ ในความพยายามที่จะบรรลุถึงความไพบูลย์และความมั่นคงในภูมิภาค อัครภาคีผู้ทำสัญญาจักพยายามร่วมมือกันในทุกด้านเพื่อส่งเสริมพลังอันเข้มแข็งของภูมิภาคตามมูลฐานแห่งหลักการว่าด้วยความเชื่อมั่นในตนเอง การพึ่งตนเอง การเคารพซึ่งกันและกัน ความร่วมมือและความเป็นปึกแผ่น ซึ่งจะสร้างรากฐานความแข็งแกร่งและความดำรงคงมั่นให้แก่ประชาคมของประชาชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

บทที่ ๔ การระงับข้อพิพาทโดยสันติ

ข้อ ๑๓ อัครภาคีผู้ทำสัญญาจักมีความมุ่งมั่นและมีความสุจริตใจที่จะป้องกันมิให้เกิดกรณีพิพาทขึ้นได้ ในกรณีที่กรณีพิพาทในเรื่องที่กระทบกระเทือนตนโดยตรงเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีพิพาทที่น่าจะก่อความระส่ำระสายต่อสันติภาพและความสมัครสมานในภูมิภาค อัครภาคีผู้ทำสัญญาจะละเว้นจากการคุกคามหรือการใช้กำลัง และในทุกขณะ จักระงับกรณีพิพาทระหว่างกันเช่นว่านั้น โดยการเจรจากันอย่างฉันท์มิตร

ข้อ ๑๔ ในการระงับกรณีพิพาทโดยกรรมวิธีใดๆ ของภูมิภาค อัครภาคีผู้ทำสัญญาจะได้ตั้งคณะอัครมนตรีในฐานะองค์คณะที่คงอยู่ตลอดไปขึ้นคณะหนึ่ง ประกอบด้วยผู้แทนระดับรัฐมนตรีจากอัครภาคีผู้ทำสัญญาแต่ละฝ่าย เพื่อรับทราบกรณีพิพาทที่มีอยู่ หรือรับทราบสถานการณ์ที่น่าจะก่อความระส่ำระสายต่อสันติภาพและความสมัครสมานกันในภูมิภาค

ข้อ ๑๕ ในกรณีที่ไม่สามารถตกลงกันได้โดยการเจรจาโดยตรง คณะอัครมนตรีจักรับทราบกรณีพิพาทหรือสถานการณ์ และจักทำข้อเสนอแนะให้คู่กรณีพิพาททราบวิธีระงับกรณีที่เหมาะสม เช่น การให้บริการประสานไมตรี การไกล่เกลี่ย การไต่สวน หรือการประนอม อย่างไรก็ตาม คณะอัครมนตรีอาจเสนอตนเป็นผู้ให้บริการประสานไมตรี หรือเมื่อคู่กรณีในกรณีพิพาทได้ตกลงกัน คณะอัครมนตรีอาจตั้งตนเองเป็นคณะกรรมการไกล่เกลี่ย คณะกรรมการไต่สวน หรือคณะกรรมการประนอมได้ เมื่อเห็นว่าจำเป็น คณะอัครมนตรีจะได้เสนอแนะมาตรการที่เหมาะสมเพื่อป้องกันการเสื่อมทรามลงของกรณีพิพาทหรือสถานการณ์นั้น

ข้อ ๑๖ ความในบทบัญญัติที่กล่าวมาแล้วในบทนี้จะไม่ใช้บังคับกรณีพิพาท เว้นแต่คู่กรณีในกรณีพิพาททั้งหมดยินยอมให้ใช้บังคับ อย่างไรก็ตาม ข้อห้ามนี้จะไม่กีดกันอัครภาคีผู้ทำสัญญาอื่นๆ ซึ่งมิได้เป็นคู่กรณีในกรณีพิพาทที่จะเสนอความช่วยเหลือทุกวิถีทางที่เป็นไปได้ เพื่อระงับกรณีพิพาทดังกล่าว คู่กรณีในกรณีพิพาทควรเห็นด้วยกับข้อเสนอเช่นว่านั้น

ข้อ ๑๗ ความในสนธิสัญญานี้มิให้เป็นอันกีดกันการอาศัยวิธีระงับกรณีดดยสันติที่มีอยู่ในข้อ ๓๓ (๑) แห่งกฎบัตรสหประชาชาติ อัครภาคีผู้ทำสัญญาซึ่งเป็นคู่กรณีในกรณีพิพาทจักได้รับความสนับสนุนให้ใช้ความริเริ่มเพื่อระงับกรณีพิพาทนั้นโดยเจรจาฉันท์มิตรก่อนที่จะอาศัยกระบวนอื่นๆ ตามที่บัญญัติไว้ในกฎบัตรสหประชาชาติ

บทที่ ๕ บทบัญญัติทั่วไป

ข้อ ๑๘ สนธิสัญญานี้จักมีการลงนามโดยสาธารณรัฐอินโดนีเซีย มาเลเซีย สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ สาธารณรัฐสิงคโปร์ และราชอาณาจักรไทย สนธิสัญญาจักได้รับสัตยาบันตามกระบวนการทางรัฐธรรมนูญของรัฐผู้ลงนามแต่ละรัฐ สนธิสัญญาฉบับนี้จักเปิดให้มีการภาคยานุวัติโดยรัฐอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ข้อ ๑๙ สนธิสัญญานี้จักเริ่มใช้บังคับในวันมอบสัตยาบันสารฉบับที่ห้าไว้กับรัฐบาลของรัฐผู้ลงนามใดๆ ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้รับมอบสนธิสัญญานี้ และเป็นผู้รับมอบสัตยาบันสารหรือภาคยานุวัติสาร

ข้อ ๒๐ สนธิสัญญานี้ได้จัดทำขึ้นเป็นภาษาทางราชการของอัครภาคีผู้ทำสัญญา ซึ่งทุกภาษาใช้เป็นหลักฐานได้เท่ากัน จะมีคำแปลตัวบทต่างๆ เป็นภาษาอังกฤษตามที่ตกลงร่วมกันไว้ การตีบทความที่แตกต่างกันใดๆ ในตัวบทร่วมกันนั้นจะตกลงโดยการเจรจา เพื่อความสุจริตในการนี้ อัครภาคีผู้ทำสัญญา ได้ลงนามสนธิสัญญาและประทับตราของตนไว้ในสนธิสัญญานี้

ทำ ณ เมืองเดนปาร์ซา บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ปีหนึ่งพันเก้าร้อยเจ็ดสิบหก

ดูรายละเอียดทั้งหมด