แผนงานการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

Association of Southeast Asian Nations

  1. ในการประชุมสุดยอดอาเซียนเมื่อเดือนธันวาคม 1997 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ผู้นําอาเซียนได้ตัดสินใจที่จะเปลี่ยนแปลงอาเซียนไปสู้ภูมิภาคที่มั่นคง มั่งคั่ง และมีขีดความสามารถในการแข่งขัน พร้อมกับพัฒนาการทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียมกัน และลดความยากจน รวมถึงความแตกต่างในด้านสังคมและเศรษฐกิจ (วิสัยทัศน์อาเซียน2020)
  2. ในการประชุมสุดยอดอาเซียนเมื่อเดือนตุลาคม 2003 ณ เกาะบาหลี ผู้นําอาเซียนประกาศเป้าหมายการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของอาเซียน (แถลงการณ์บาหลี ฉบับที่ 2) คือ การพัฒนาสู้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนภายในปี 2020 โดยมีเสาหลักอีก 2 ด้าน คือ ด้านความมั่นคงและสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งจะประกอบกันเป็นประชาคมอาเซียน ซึ่งเสาหลักทั้ง 3 ด้านนี้จะเป็นองค์ประกอบสําคัญในการจัดตั้งประชาคมอาเซียน ภายในปี 2020
  3. ด้วยเหตุนี้ ที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนที่จัดขึ้นในเดือนสิงหาคม 2006 ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ประเทศมาเลเซีย จึงได้เห็นชอบที่จะจัดทําแผนงานเชิงบูรณาการที่มีความเป็นหนึ่งเดียวเพื่อเร่งรัดการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยระบุคุณลักษณะและองค์ประกอบสําคัญของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนที่จะจัดตั้งขึ้นภายในปี 2015 ซึ่งสอดคล้องกับแถลงการณ์บาหลี ฉบับที่ 2 โดยระบุเป้าหมายและกรอบระยะเวลาในการดําเนินมาตรการต่างๆ พร้อมทั้งความยืดหยุ่นที่จะตกลงกันล่วงหน้าในการดําเนินงานตามแผนงานสําหรับประเทศสมาชิกทั้ง 10 ประเทศ
  4. ในการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 12 ผู้นําอาเซียนยืนยันพันธกรณีที่จะเร่งรัดการจัดตั้งประชาคมอาเซียนภายในปี 2015 จากเดิมที่ระบุไว้ในปี 2020 ตามวิสัยทัศน์อาเซียน 2020 และแถลงการณ์บาหลี ฉบับที่ 2โดยการลงนามแถลงการณ์เซบู เพื่อจัดตั้งประชาคมอาเซียนภายในปี 2015 ในด้านเศรษฐกิจ ผู้นําอาเซียนได้เห็นชอบที่จะเร่งรัดการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ภายในปี 2015 และเปลี่ยนแปลงอาเซียนให้เป็นภูมิภาคที่มีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน แรงงานฝีมืออย่างเสรี และมีการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่เสรีมากขึ้น
  5. คุณลักษณะและองค์ประกอบของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน

  6. ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน คือ การไปสู้เป้าหมายสุดท้ายของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจตามที่ระบุไว้ภายใต้วิสัยทัศน์อาเซียน 2020 ซึ่งจะตั้งอยู่บนพื้นฐานของการประสานผลประโยชน์ของประเทศสมาชิกโดยการส่งเสริมการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในเชิงลึกและกว้างขวางมากขึ้นผ่านความร่วมมือที่มีอยู่ในปัจจุบันและแผนการดําเนินงานใหม่ภายใต้กรอบระยะเวลาที่ชัดเจน ในการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ประเทศสมาชิกจะต้องปฏิบัติตามหลักการที่จะส่งเสริมระบบเศรษฐกิจแบบเปิด มองบริบทภายนอก และส่งเสริมกลไกตลาด ซึ่งสอดคล้องกับกฎเกณฑ์ในกรอบพหุภาคี และยึดมั่นในระบบกฎเกณฑ์ เพื่อความสอดคล้องของการปฏิบัติตามพันธกรณีในด้านเศรษฐกิจ
  7. ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะทําให้อาเซียนเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน สร้างอาเซียนให้มีพลวัตรและขีดความสามารถมากขึ้น ด้วยกลไกและมาตรการใหม่ๆ ที่จะส่งเสริมความแข็งแกร่งของการปฏิบัติตามแผนงานด้านเศรษฐกิจที่มีอยู่เดิม การเร่งรัดการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในสาขาสําคัญ การอํานวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายนักธุรกิจ แรงงานฝีมือ และผู้มีความสามารถพิเศษ และเสริมสร้างความแข็งแกร่งในด้านกลไกสถาบันของอาเซียน โดยก้าวแรกของการมุ่งไปสู้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน คือ การดําเนินงานตามข้อเสนอแนะของคณะทํางานระดับสูงว่าด้วยการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของอาเซียนตามแถลงการณ์บาหลี ฉบับที่ 2
  8. ในขณะเดียวกัน ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะให้ความสําคัญกับการลดช่องว่างการพัฒนาและส่งเสริมการรวมกลุ่มของประเทศสมาชิกใหม่ ได้แก้ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม (CLMV) ผ่านความร่วมมือภายใต้โครงการแผนงานกรอบความริเริ่มเพื่อการรวมตัวของอาเซียน (Initiative for ASEAN Integration: IAI) และแผนงานในกรอบภูมิภาคอื่นๆ รวมทั้งส่งเสริมการดําเนินงานแผนความร่วมมือในด้านอื่นๆ เช่น การพัฒนาบุคลากรและการส่งเสริมขีดความสามารถ การยอมรับคุณสมบัติของผู้ประกอบวิชาชีพ การหารือที่ใกล้ชิดมากขึ้นในเรื่องเศรษฐกิจมหภาคและนโยบายทางการเงิน มาตรการทางการค้าและการเงิน การส่งเสริมโครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมโยงในการติดติอสื่อสาร การพัฒนาธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (e-ASEAN) การรวมกลุ่มของอุตสาหกรรมต่างๆ ในภูมิภาคเพื่อส่งเสริมการจัดซื้อในภูมิภาค และส่งเสริมการเข้ามามีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
  9. ด้วยพื้นฐานข้างต้น และคํานึงถึงความสําคัญของการค้าภายนอกที่มีต่ออาเซียน และความจําเป็นของประชาคมอาเซียนที่จะต้องคํานึงถึงบริบทภายนอก ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะมีคุณลักษณะที่สําคัญ คือ
    1. การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน
    2. การเป็นภูมิภาคที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง
    3. การเป็นภูมิภาคที่มีพัฒนาการทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียมกัน
    4. การเป็นภูมิภาคที่บูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลกได้อย่างสมบูรณ์

    คุณสมบัติเหล่านี้ล้วนมีความเกี่ยวเนื่องซึ่งกันและกันและส่งผลเกื้อกูลกัน การรวบรวมองค์ประกอบต่างๆของคุณสมบัติเหล่านี้ ไว้ภายใต้แผนงานนี้จะสร้างให้เกิดความสอดคล้องและสอดประสานขององค์ประกอบต่างๆรวมถึงการปฏิบัติตามแผนงานและการประสานงานระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้อย่างเหมาะสม

    A. การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน

  10. การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกันจะประกอบด้วย 5 องค์ประกอบสําคัญ 1) การเคลื่อนย้ายสินค้าที่เสรี 2) การเคลื่อนย้ายบริการที่เสรี 3) การเคลื่อนย้ายการลงทุนที่เสรี 4) การเคลื่อนย้ายเงินทุนที่เสรีมากขึ้น และ 5) การเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมือที่เสรี นอกจากนี้ การเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวได้รวมองคงประกอบสําคัญ อีก 2 ส่วน คือ การรวมกลุ่มสาขาสําคัญของอาเซียน และความร่วมมือด้านอาหาร การเกษตร และป่าไม้
  11. A1. การเคลื่อนย้ายสินค้าที่เสรี

  12. การเคลื่อนย้ายสินค้าที่เสรีเป็นหนึ่งในหลักการสําคัญที่จะส่งเสริมการไปสู้จุดมุ่งหมายของการเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียวกัน การเป็นตลาดเดียวสําหรับสินค้า (และบริการ) จะช่วยส่งเสริมการพัฒนาเครือข่ายการผลิตในภูมิภาคและส่งเสริมขีดความสามารถของอาเซียนในที่จะเป็นศูนย์กลางการผลิตของโลก หรือเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานของโลก
  13. ผ่านการดําเนินงานเขตการค้าเสรีอาเซียน ทําให้อาเซียนประสบความสําเร็จที่สําคัญในการขจัดภาษีอย่างไรก็ตาม การเคลื่อนย้ายสินค้าที่เสรีไม่เพียงแต่การขจดัภาษีเท่านั้น ยังต้องคํานึงถึงการยกเลิกมาตรการที่มิใช้ภาษีด้วย นอกจากนี้ องค์ประกอบที่สําคัญอื่นๆ ที่จะช่วยส่งเสริมการเคลื่อนย้ายสินค้าที่เสรี คือ มาตรการอํานวยความสะดวกทางการค้า เช่น การบูรณาการด้านพิธีการศุลกากร การจัดตั้งระบบศุลกากรหน้าต่างเดียวของอาเซียนและการส่งเสริมกฎว่าด้วยแหล่งกําเนิดสินค้าภายใต้ CEPT อย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงเรื่องพิธีการออกหนังสือรับรอง และการปรับประสานมาตรฐานและความสอดคล่องในด้านพิธีการ
  14. ความตกลง CEPT-AFTA จะถูกทบทวนและส่งเสริมให้เป็นความตกลงที่มีความครอบคลุมเพื่อให้บรรลุการเคลื่อนย้ายสินค้าที่เสรีและสอดคล้องกับความประสงค์ของอาเซียนที่จะเร่งการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจภายในปี 2015
  15. การขจัดภาษี ภาษีสําหรับสินค้าภายในอาเซียนจะถูกขจัดสอดคล้องกับกรอบเวลาและพันธกรณีที่ระบุไว้ภายใต้ CEPT-AFTA และความตกลง/พิธีสารอื่นที่เกี่ยวข้อง
    • การดําเนินงาน:
      1. ขจัดภาษีนําเข้าสําหรับสินค้าทุกรายการ ยกเว้นสินค้าอ่อนไหวและอ่อนไหวสูง ภายในปี 2010สําหรับประเทศสมาชิกอาเซียนเดิม 6 ประเทศ และภายในปี 2015 โดยมีความยืดหยุ่นได่สําหรับสินค้าอ่อนไหวบางรายการภายในปี 2018 สําหรับประเทศ CLMV ซึ่งสอดคล้องกับข้อบทที่ระบุไว้ภายใต้พิธีสารเพื่อแก้ไขความตกลง CEPT สําหรับการขจัดภาษีสินค้านําเข้า
      2. ขจัดภาษีสินค้านําเข้าสําหรับสินค้าที่อยู่ในสาขาสําคัญ (Priority Integration Sectors) ภายในปี2007 สําหรับประเทศสมาชิกอาเซียนเดิม 6 ประเทศ และปี 2012 สําหรับประเทศ CLMV ซึ่งสอดคล้องกับข้อบทที่ระบุไว้ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยการรวมกลุ่มสาขาสําคัญของอาเซียน(ฉบับแก้ไข)
      3. ย้ายรายการสินค้าที่อยู่ในบัญชีอ่อนไหวเข้าสู้กรอบ CEPT และลดภาษีสินค้าเหล้านั้นให้อยู่ที่ 0-5%ภายในวันที่ 1 มกราคม 2010 สําหรับประเทศสมาชิกอาเซียนเดิม 6 ประเทศ วันที่ 1 มกราคม 2013 สําหรับเวียดนาม วันที่ 1 มกราคม 2015 สําหรับลาวและพม่า และวันที่ 1 มกราคม 2017สําหรับกัมพูชา ซึ่งสอดคล้องกับข้อบทภายใต้พิธีสารการบริหารจัดการที่เป็นพิเศษสําหรับสินค้าอ่อนไหวและอ่อนไหวสูง และ
      4. ย้ายสินค้าซึ่งอยู่ในบัญชียกเว้นให้เป้นไปตามที่ระบุไว้ภายใต้ความตกลง CEPT
  16. การขจัดมาตรการที่มิใช้ภาษี อาเซียนประสบความสําเร็จอย่างดีในการเปิดเสรีด้านภาษี ประเด็นสําคัญที่อาเซียนจะมุ่งดําเนินการไปจนถึงปี 2015 คือ การยกเลิกมาตรการที่มิใช้ภาษี (NTBs) อย่างสมบูรณ์
    • การดําเนินงาน:
      1. ส่งเสริมความโปร่งใสโดยยึดมั่นกับพิธีสารว่าด้วยกระบวนการแจ้งและการจัดตั้งกลไกการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ
      2. ยึดมั่นตามพันธกรณีที่จะไม่เพิ่มเติมและยกเลิกมาตรการที่มิใช้ภาษี
      3. ยกเลิกมาตรการมิใช้ภาษีที่เป้นอุปสรรคต้่อการค่า(NTBs) ทั้งหมดภายในปี 2010 สําหรับประเทศสมาชิกอาเซียนเดิม 5 ประเทศ ปี 2012 สําหรับฟิลิปปินส์ และปี 2015 โดยมีความยืดหยุ่นได้ถึงปี2018 สําหรับประเทศ CLMV ให้สอดคล้องกับแผนงานเพื่อขจัดมาตรการที่มิใช้ภาษีที่เป็นอุปสรรคต่อการค้า
      4. ส่งเสริมความโปร่งใสของมาตรการที่มิใช้ภาษี และ
      5. ดําเนินงานในส่วนที่เป็นไปได้เพื่อให้มีกฎเกณฑ์และกฎระเบียบระดับภูมิภาคที่สอดคล้องกับหลักปฏิบัติที่ดีในระดับสากล
  17. กฎว่าด้วยแหล่งกําเนิดสินค้า (ROO) ดําเนินการใช้กฎว่าด้วยแหล่งกําเนิดสินค้าที่ตอบสนองต่อพลวัตรและการเปลี่ยนแปลงขั้นตอนการผลิตของโลก เพื่อส่งเสริมการค่าและการลงทุนระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนสนับสนุนเครือข่ายการผลิตระดับภูมิภาค ส่งเสริมการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ลดช่องว่างการพัฒนา และสนับสนุนการเพิ่มการใช่สิทธิประโยชน์ภายใต้กรอบ CEPT-AFTA
    • การดําเนินงาน:
      1. ปรับปรุงและส่งเสริมการพัฒนากฎว่าด้วยแหล่งกําเนิดสินค้าเพื่อให้ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงกระบวนการผลิตในภูมิภาค รวมทั้งดําเนินงานปรับปรุงในส่วนที่จําเป็น เช่น การใช้ระบบประเมินอากรล่วงหน้า และการปรับปรุงกฎว่าด้วยแหลางกําเนิดสินค้า
      2. จัดทําพิธีการในการออกหนังสือรับรองให้เรียบงาายสําหรับกฎว่าด้วยแหล่งกําเนิดสินค้าภายใต้CEPT โดยให้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งนําระบบอํานวยความสะดวกมาใช้ เช่น การออกใบรับรองแหล่งกําเนิดสินค้าโดยระบบอิเล็กทรอนิกส์ การปรับประสานและจัดระบบพิธีการภายในประเทศในขอบเขตที่สามารถดําเนินการได้
      3. ทบทวนกฎว่าด้วยแหล่งกําเนิดสินค้าที่ใช้โดยประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งในภาพรวมและรายประเทศและพิจารณาแนวทางการคํานวณแหล่งกําเนิดสินค้าแบบสะสมที่เป้นไปได้
  18. การอํานวยความสะดวกทางการค้า กฎระเบียบ ขั้นตอน วิธีการ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับทางการค้าและศุลกากรที่ไม่ยุ่งยาก เป็นแนวเดียวกัน มีมาตรฐาน จะลดต้นทุนทางธุรกรรมในอาเซียน ซึ่งจะช่วยส่งเสิรมขีดความสามารถในการส่งออก และอํานวยความสะดวกการรวมตัวของอาเซียนให้เป็นตลาดเดียวสําหรับการค้าสินค้าการค้าบริการและการลงทุน และการเป็นฐานการผลิตเดียว
    • การดําเนินงาน:
      1. ประเมินสถานะการอํานวยความสะดวกทางการค้าในอาเซียน
      2. จัดทําและดําเนินการตามแผนงานด้านการอํานวยความสะดวกทางการค้า ซึ่งมีจุดมุ่งหมายให้กฎระเบียบ ขั้นตอน วิธีการ และข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับทางการค้าและศุลกากรที่ไม่ยุ่งยากเป็นแนวเดียวกัน มีมาตรฐาน
      3. สนับสนุนการดําเนินการและการมีส่วนร่วมของผู้ที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมการค้าระหว่างประเทศให้มีความโปร่งใสและชัดเจน
      4. สร้างกลไกความร่วมมือด้านการอํานวยความสะดวกทางการค้าระดับภูมิภาค
      5. จัดตั้งศูนย์รวมด้านการอํานวยความสะดวกทางการค้าของอาเซียน
      6. กําหนดมาตรการระดับชาติเพื่อสนับสนุนและเป็นหลักประกันในการปฏิบัติตามข้อริเริ่มระดับภูมิภาคอย่างมีประสิทธิภาพ
      7. จัดทําโครงการเสริมสร้างขีดความสามารถอย่างเต็มรูปแบบเพื่อให้มั่นใจว่าการปฏิบัติตามแผนดําเนินการเป็นไปด้วยความราบรื่น
  19. การรวมกลุ่มทางศุลกากร จากการเร่งรัดการเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน การไปสู้วิสัยทัศน์ด้านศุลกากรของอาเซียนปี 2020 ได้ถูกเร่งรัดเป็นปี 2015 โดยเฉพาะแผนยุทธศาสตร์สําหรับการพัฒนาศุลกากรระหว่างปี 2005-2010 มีจุดมุ่งหมาย (a) รวมกลุ่มโครงสร้างด้านศุลกากร (b) ปรับการจําแนกพิกัดศุลกากร การประเมินศุลกากร การกําหนดแหล่งกําเนิดสินค้าให้ทันสมัย และจัดทําระบบศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์ของอาเซียน(c) ปรับระบบการตรวจปล่อยสินค้าให้มีความคล้องตัวมากขึ้น (d) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (e) เสริมสร้างการเป็นหุ้นส่วนกับองค์กรระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง (f) ลดช่องว่างในการพัฒนาด้านศุลกากร และ (g) นําเทคนิคการบริหารจัดการความเสี่ยงและระบบการควบคุมตรวจสอบเพื่อการอํานวยความสะดวกทางการค้ามาใช้
    • การดําเนินงาน:
      1. ปรับปรุงเทคนิคด้านศุลกากรให้ทันสมัยขึ้น จากการปรับประสานกระบวนการและขั้นตอนศุลกากรให้ง่ายและเป็นแนวเดียวกัน ให้สอดคล่องกับมาตรฐานสากลและแนวปฏิบัติที่ดี โดยการปฏิบัติตามรูปแบบของกระบวนการขนส่งสินค้าระดับภูมิภาค (การตรวจปล่อยของอาเซียนและแบบฟอร์มใบขนสินค้าของอาเซียน ปี 2007)
      2. จัดทําระบบสินค้าส่งผ่านของอาเซียน เพื่ออํานวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายสินค้าและการขนส่ง
      3. จัดทําระบบศุลกากรของอาเซียนเพื่อจัดการกับกรอบงานด้านศุลกากรในกรณีพิเศษ เช่น การผ้านด้านศุลกากรชั่วคราว การผลิตนอกเขตประเทศ การผลิตภายในเขตประเทศ เพื่ออํานวยความสะดวกการรวมกลุ่มทางการผลิตและห่วงโซ่อุปทาน
      4. นํามาตรฐานและแนวปฏิบัติระหว่างประเทศมาใช่ เพื่อให้การจําแนกพิกัดศุลกากรมีรูปแบบเดียว ปรับประสานระบบการประเมินมูลค้าให้เป็นแนวเดียวกัน และการปรับประสานการตรวจสอบแหล่งกําเนิดให้เป็นแนวเดียวกัน และการแลกเปลี่ยนข้อมูล ในส่วนที่เป็นไปได้
      5. ดําเนินการระบบศุลกากรอิเล็กทรอนิกส์ของอาเซียน และ
      6. ส่งเสริมการให้ความช่วยเหลือร่วมกันเพื่อให้ระบบศุลกากรมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
  20. ความตกลงวาด้วยการอํานวยความสะดวกด้านศุลกากรด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียวของอาเซียน การใช้กฎระเบียบ กระบวนการ และขั้นตอนทางการค้าและศุลกากรที่เป็นแนวทางเดียวกันและมีมาตรฐาน รวมถึงการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในทุกกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการอํานวยความสะดวกทางการค้า จะมีความสําคัญอย่างยิ่งต้องการพัฒนาระบบอํานวยความสะดวกด้านศุลกากรด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียวของอาเซียน การอํานวยความสะดวกด้านศุลกากรด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ณ จุดเดียวของอาเซียน คือ การเชื่อมต้องบริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียวแห่งชาติของแต่ละประเทศสมาชิก บริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียวแห่งชาติจะทําให้สามารถส่งข้อมูลเพียงครั้งเดียว ประมวลผลข้อมูลในคราวเดียว และตัดสินใจตรวจปล่อยสินค้าได้ในคราวเดียว ซึ่งจะช่วยเร้งการตรวจปล่อยทางศุลกากร ลดขั้นตอนและเวลาการทําธุรกรรม ซึ่งจะช้วยส่งเสริมให้การค้ามีประสิทธิภาพและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
    • การดําเนินงาน:
      1. อาเซียน 6 (บรูไน ดารุสซาลาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย) เริ่มดําเนินการบริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียวแห่งชาติ ภายในปี 2008 เป็นอย่างช้าและ
      2. อาเซียน 4 (กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม) เริ่มดําเนินการบริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียวแห่งชาติไม่ช้าไปกว่าปี 2012 และ
      3. จัดทําองค์ประกอบข้อมูลให้เป็นมาตรฐานบนพื้นฐานรูปแบบข้อมูลของ WCO ชุดข้อมูลของ WCO และข้อมูลการค้าสหประชาชาติ (UNTDED)และเร่งนําระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมาใช้เพื่อให้กระบวนการและการแลกเปลี่ยนข้อมูลเป็นแบบดิจิตอล
  21. มาตรฐานและอุปสรรคทางเทคนิค ระบบมาตรฐาน คุณภาพ การรับรอง และการวัดมีความสําคัญต่อการส่งเสริมการเพิ่มประสิทธิภาพและเพิ่มประสิทธิภาพในด้านต้นทุนการผลิตภายในภูมิภาคและการส่งออก/นําเข้าในภูมิภาค มาตรฐาน กฎระเบียบด้านเทคนิคและการประเมินความสอดคล่องจะต้องมีการปรับประสานให้อยู่ในแนวเดียวกัน โดยจัดทําแนวปฏิบัติด้านมาตรฐานและความสอดคล่องของอาเซียนให้โปร่งใสมากขึ้น ปรับปรุงคุณภาพของการประเมินความสอดคล่อง และให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน
    • การดําเนินงาน:
      1. ปรับประสานมาตรฐาน กฎระเบี ยบด้านเทคนิคและการประเมินความสอดคล่องให้เป็นไปตามหลักปฏิบัติสากลในส่วนที่สามารถดําเนินการได้ 1
      2. พัฒนาและจัดทําข้อตกลงการยอมรับร่วม (MRA) รายสาขาเกี่ยวกับการประเมินความสอดคล่องสําหรับสาขาที่มีการระบุไว้ในกรอบความตกลงว่าด้วยการยอมรับร่วมของอาเซียน (ดู footnote 1)
      3. สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานทางเทคนิค และขีดความสามารถของห้องปฏิบัติการทดสอบ การตรวจสอบและการออกใบรับรองบนพื้นฐานวิธีการและแนวทางที่เป็นที่ยอมรับในระดับภูมิภาค/สากล
      4. ส่งเสริมให้มีความโปร่งใสในการพัฒนาด้านมาตรฐาน กฎระเบียบด้านเทคนิคและการประเมินความสอดคล้องในแนวทางที่สอดคล้องกับความตกลงว่าด้วยอุปสรรคทางเทคนิคภายใต้ WTO และแนวนโยบายด้านมาตรฐานและความสอดคล่องของอาเซียน (ASEAN Policy Guideline onStandards and Conformance)
      5. เสริมสร้างระบบการตรวจสอบภายหลังการวางตลาด (Post market surveillance) ให้มีความเข็มแข็ง เพื่อสร้างความมั่นใจว่า การปรับประสานกฎเกณฑ์ทางเทคนิคจะบรรลุผลสําเร็จ
      6. พัฒนาโครงการเสริมสร้างขีดความสามารถ เพื่อให?เกิดความมั่นใจในการดําเนินการตามแผนงานจะเป็นไปอย่างราบรื่น

    A2. การเปิดเสรีการค้าบริการ

  22. การเปิดเสรีการค้าบริการเป็นองค์ประกอบที่มีความสําคัญส่วนหนึ่งต่อไปสู้การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งจะเกิดจากการลดข้อจํากัดต่อผู้ให้บริการของอาเซียนในการให้บริการ และเข้ามาจัดตั้งกิจการในประเทศสมาชิกอื่นตามเงื่อนไขกฎเกณฑ์ภายในประเทศ การเปิดเสรีการค้าบริการดําเนินการโดยการเจรจาเป็นรอบ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การเจรจาของคณะกรรมการประสานงานด้านการค้าบริการของอาเซียน การเจรจาบางสาขา เช่น สาขาการเงิน และการขนส่งทางอากาศ รับผิดชอบโดยรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ในการเจรจาเปิดเสรี จะต้องไม่ดําเนินการเปิดเสรีในช่วงท้าย และเห็นชอบให้มีความยืดหยุ่นที่ตกลงกันล่วงหน้าสําหรับประเทศสมาชิกอาเซียน
  23. เพื่อช่วยให้เปิดเสรีการค้าบริการในปี 2015 ได้ อาเซียนอยู่ระหว่างดําเนินงานเพื่อยอมรับคุณสมบัติวิชาชีพ เพื่ออํานวยความสะดวกการเคลื่อนย้ายบุคลากรในภูมิภาค
    • การดําเนินงาน:
      1. ขจัดข้อจํากัดต่อการค้าบริการอย่างมีนัยสําคัญสําหรับ 4 สาขาบริการสําคัญ ได้แก้ การขนส่งทางอากาศ เทคโนโลยีสารสนเทศ สุขภาพ และการท่องเที่ยว ภายในปี 2010 และสาขาบริการสําคัญที่ 5 ได้แก่ โลจิสติกส์ ภายในปี 2013
      2. ขจัดข้อจํากัดต่อการค้าบริการอย่างมีนัยสําคัญสําหรับสาขาบริการทุกสาขาที่เหลืออยู่ภายในปี 2015
      3. ดําเนินการเปิดเสรีโดยการเจรจาอย่างต่อเนื่องเป็นรอบ รอบละ 2 ปี จนถึงปี 2015 ตัวอย่างเช่น 2008 2010 2012 2014 และ 2015
      4. ตั้งเป้าหมายจัดทําข้อผูกพันสาขาใหม่ขั้นต่ําในแต่ละรอบการเจรจา โดย 10 สาขาในปี 2008 15 สาขาในปี 2010 20 สาขาในปี 2012 20 สาขาในปี 2014 และ 7 สาขาในปี 2015 โดยใช้ GATSW/120 เป็นพื้นฐานในการจําแนกสาขาบริการต่างๆ
      5. จัดทําตารางข้อผูกพันสําหรับทุกรอบการเจรจาตามเกณฑ์ที่กําหนด :
        • ไม่มีข้อจํากัดสําหรับการค้าบริการรูปแบบที่ 1 และ 2 ยกเว้นกรณีมีเหตุผลอันสมควร (เช่น เพื่อความปลอดภัยของสาธารณชน) ซึ่งขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการตกลงระหว่างประเทศสมาชิกเป็นกรณีๆ ไป
        • อนุญาตการถือหุ้นของคนสัญชาติอาเซียนไม่น้อยกว่าร้อยละ 51 ในปี 2008 และร้อยละ 70 ในปี 2010 สําหรับสาขาบริการสําคัญ 4 สาขา และไม่น้อยกว่าร้อยละ 49 ในปี 2008 ร้อยละ 51 ในปี 2010 และร้อยละ 70 ในปี 2013 สําหรับสาขาโลจิสติกส์ และไม่น้อยกว่าร้อยละ 49 ในปี 2008 ร้อยละ 51 ในปี 2010 และร้อยละ 70 ในปี 2015 สําหรับสาขาบริการอื่นๆ และ
        • ขจัดข้อจํากัดอื่นๆ ในการเข้าสู้ตลาดสําหรับการค?าบริการรูปแบบที่ 3 อย่างก้าวหน้าภายในปี 2015
      6. ตั้งเป้าหมายสําหรับการเปิดเสรีสําหรับข้อจํากัดในด้านการปฏิบัติเยี่ยงคนชาติสําหรับการค้าบริการรูปแบบที่ 4 และข้อจํากัดในข้อผูกพันในตารางผูกพันภาพรวม สําหรับการเจรจาแต่ละรอบภายในปี2009
      7. จัดทําข้อผูกพันให้สอดคล้องกับเกณฑ์ที่ตกลงกันสําหรับข้อจํากัดในด้านการปฏิบัติเยี่ยงคนชาติการค้าบริการรูปแบบที่ 4 และข้อจํากัดในตารางผูกพันภาพรวมภายในปี 2009
      8. รวบรวมมาตรการที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าบริการให้เสร็จสิ้นภายในเดือนสิงหาคม 2008
      9. อนุญาตให้มีความยืดหยุ่นในภาพรวม2ในการจัดทําตารางข้อผูกพันการเปิดเสรี ซึ่งครอบคลุมสาขาที่จะยกเว้นจากการเปิดเสรี และสาขาที่ไม่สามารถเปิดเสรีไดิตามเกณฑ์ที่กําหนดสําหรับการค้าบริการในแต่ละรูปแบบ ตารางข้อผูกพันสําหรับการเปิดเสรีในแต่ละรอบการเจรจาจะมีความยืดหยุ่นได้ดังนี้
        • การจัดทําข้อผูกพันให้ได้ตามเป้าหมายที่กําหนดสําหรับการเจรจาในรอบถัดไป หากประเทศสมาชิกไม่สามารถจัดทําข้อผูกพันได้ตามเกณฑ์ที่กําหนดในรอบก่อนหน้านี้
        • อนุญาตให้มีการทดแทนสาขาที่ได้มีการตกลงกันในการเปิดเสรีในรอบนั้น แต่ประเทศสมาชิกไม่สามารถจัดทําข้อผูกพันสําหรับสาขานั้นได้ ด้วยสาขาอื่นที่อยู่นอกเหนือจากที่ตกลงกัน
        • การเปิดเสรีโดยวิธีการ ASEAN-X
      10. ดําเนินการจัดทําข้อตกลงการยอมรับคุณสมบัติวิชาชีพที่กําลังเจรจาอยู่ให้แล้วเสร็จ ซึ่งรวมบริการสถาปัตยกรรม บริการด้านบัญชี คุณสมบัติผู้สํารวจ บุคลากรด้านการแพทย์ ภายในปี 2008 และบุคลากรด้านทันตกรรมภายในปี 2009
      11. ดําเนินการตามข้อตกลงยอมรับคุณสมบัติวิ ชาชีพให้สอดคล้องตามข้อกําหนดในแต่ละข้อตกลง
      12. ให้ระบุและจัดทําข้อตกลงยอมรับคุณสมบัติวิชาชีพสําหรับผู้ประกอบวิชาชีพอื่นๆ ภายในปี 2012และดําเนินการให้แล้วเสร็จภายในปี 2015 และ
      13. ส่งเสริมการพัฒนาบุคลากรและเสริมสร้างขีดความสามารถในด้านการค้าบริการ
  24. มาตรการเปิดเสรีสําหรับสาขาบริการด้านการเงินจะต้องอนุญาตให้ประเทศสมาชิกสร้างความมั่นใจเกี่ยวความเป็นระเบียบของสาขาการเงิน และรักษาไว้ซึ่งความมั่นคงทางการเงิน เศรษฐกิจและสังคม ประเทศสมาชิกจะดําเนินการตามหลักเกณฑ์ในการดําเนินการเปิดเสรี ดังนี้
    1. การเปิดเสรีโดยหลักการ ASEAN-X ซึ่งประเทศที่มีความพร้อมในการเปิดเสรีสามารถเริ่มดําเนินการได้ก่อน และประเทศสมาชิกทีเหลือเข้าร่วมในภายหลัง และ
    2. ขั้นตอนการเปิดเสรีจะต้องคํานึงถึงวัตถุประสงค์นโยบายของชาติและระดับการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจและการเงินของสมาชิกแต่ละประเทศ
    • การดําเนินงาน:
      1. เปิดเสรีข้อจํากัดสําหรับสาขา หรือรูปแบบการให้บริการของประเทศสมาชิกแต่ละประเทศอย่างก้าวหน้า ภายในปี 2015 และ
      2. เปิดเสรีในข้อจํากัดสําหรบสาขาที่เหลือ หรือรูปแบบการให้บริการ ซึ่งไม่ได้ระบุไว้ภายใต้ “ความยืดหยุ่นที่ตกลงกันล่วงหน้า” อย่างก้าวหน้า ภายในปี 2020

    A3. การเปิดเสรีด้านการลงทุน

  25. นโยบายการลงทุนที่เสรีและเปิดตลาดเป็นปัจจัยสําคัญที่สนับสนุนให้อาเซียนเกิดการแข่งขันในการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และการลงทุนระหว่างกันในอาเซียน การเปิดเสรีการลงทุนใหม่และการนําผลกําไรกลับมาลงทุนใหม่ที่ยั่งยืน จะสนับสนุนและพัฒนาเศรษฐกิจของอาเซียน
  26. ความร่วมมือด้านการลงทุนของอาเซียนกําลังดําเนินการอยู่ภายใต้กรอบความตกลงเขตการลงทุนของอาเซียน (AIA) เมื่อปี 1998 ในขณะที่การคุ้มครองการลงทุนอยู่ภายใต้ ความตกลงที่แยกต่างหาก อาทิ ความตกลงด้านการส่งเสริมและการคุ้มครองการลงทุนของอาเซียน ปี 1987 หรือ ที่อ้างถึงโดยทั่วไปในชื่อความตกลงว่าด้วยการคุ้มครองการลงทุนของอาเซียน (IGA)
  27. ภายใต้กรอบความตกลงเขตการลงทุนของอาเซียน ทุกอุตสาหกรรม (การผลิต เกษตร ประมง ป่าไม้และเหมืองแร่ และบริการที่เกี่ยวเนื่องกับ 5 ภาค) จะเปิดเสรีและให?การ ปฏิบัติเยี่ยงคนชาติแก่นักลงทุนทั้งก่อนและหลังการลงทุน โดยมีข้อยกเว้นได้ตามรายการยกเว้นชั่วคราว (Temporary Exclusion List) และรายการอ่อนไหว (Sensitive List) ของประเทศสมาชิก รายการยกเว้นชั่วคราวจะต้องถูกยกเลิกภายในเวลาที่ตกลงกันในขณะที่รายการอ่อนไหวไม่มีกรอบเวลาในการยกเลิก แต่รายการดังกล่าวจะถูกทบทวนเป็นคราวๆ ไป
  28. เพื่อสนับสนุนการรวมกลุ่มในภูมิภาคและการเป็นเขตการลงทุนที่แข่งขันได้ จะต้องทบทวนกรอบความตกลงเขตการลงทุนของอาเซียนและความตกลงด้านการส่งเสริมและ การคุ้มครองการลงทุนของอาเซียน เพื่อให้มีความตกลงด้านการลงทุนเต็มรูปแบบ ซึ่งจะต้องมองไปข้างหน่า พร้อมกับปรับปรุงคุณลักษณะ บทบัญญัติและข้อผูกพันโดยคํานึงถึง แนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ (Best Practices) ระหว่างประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความมั่นใจต่อผู้ที่จะเข้ามาลงทุนในอาเซียน ความตกลงเขตการลงทุนอาเซียนเต็มรูปแบบ (ACIA) ซึ่งจะจัดทําขึ้นโดยอิงความตกลงเขตการลงทุนอาเซียน และความตกลงคุ้มครองการลงทุนของอาเซียนที่มีอยู่เดิม โดยครอบคลุมการดําเนินงานในด้านต่างๆ ดังนี้
    • การคุ้มครองการลงทุน
  29. ให้การส่งเสริมการคุ้มครองการลงทุนสําหรับนักลงทุนและการลงทุนที่จะอยู่ภายใต้ความตกลงเต็มรูปแบบ
    • การดําเนินงาน:
      1. เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการลงทุนดังนี้
        • กลไกยุติข?อพิพาทระหว่างนักลงทุนกับรัฐ (investor-state dispute mechanism)
        • การโอน (transfer) และการส่งคืน (repatriation) ทุน กําไร และเงินปันผล ฯลฯ
        • ขอบเขตการยึดทรัพย์ (expropriation) และการชดเชย (compensation) ที่โปร่งใส
        • ให้ความคุ้มครองและความมั่นคงเต็มรูปแบบ และ
        • ให้การชดเชยจากการเกิดจลาจล (strife)
        • การอํานวยความสะดวกและความร่วมมือ
  30. กฎระเบียบ กฎเกณฑ์ นโยบาย และขั้นตอนด้านการลงทุนที่มีความโปร่งใส มีความสอดคล้อง และสามารถทํานายได้
    • การดําเนินงาน:
      1. ปรับประสาน หากเป็นได้, นโยบายการลงทุน เพื่อบรรลุเป้าหมายการส่งเสริมอุตสาหกรรมและการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ
      2. ปรับปรุงขั้นตอนการขอรับการลงทุนและการขออนุญาต โดยการลดขั้นตอนและให้มีความเรียบง่าย
      3. ส่งเสริมการเผยแพร่ข้อมูลด้านการลงทุน : กฎระเบียบ กฎเกณฑ์ นโยบายและขั้นตอนด้านการลงทุน รวมถึงจุดบริการลงทุนเดียวหรือสํานักงานส่งเสริมการลงทุน
      4. ปรับปรุงฐานข้อมูลด้านการลงทุนในทุกรูปแบบ ซึ่งครอบคลุมด้านการค้าสินค้าและการค้าบริการเพื่ออํานวยความสะดวกในการกําหนดนโยบาย
      5. ส่งเสริมการประสานงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้มากขึ้น
      6. หารือกับภาคธุรกิจของอาเซียนเพื่ออํานวยความสะดวกการลงทุน และ
      7. ระบุและดําเนินการเพื่อส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันในกรอบกว้างของอาเซียน (ASEAN-Wide)และการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจทวิภาคีการส่งเสริมและการสร้างความรับรู้ในด้านการลงทุน
  31. ส่งเสริมให้อาเซียนเป็นแหล่งรวมของการลงทุนและเครือข่ายการผลิต
    • การดําเนินงาน:
      1. สร้างสภาพแวดล้อมที่จําเป็น เพื่อส่งเสริมการลงทุนทุกรูปแบบ และสาขาใหม่ที่มีการเติบโตให้เข้ามายังอาเซียน
      2. ส่งเสริมการลงทุนระหว่างกันในอาเซียน โดยเฉพาะจากอาเซียน 6 ไปยังกัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม
      3. ส่งเสริมการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และกิจการข้ามชาติ
      4. ส่งเสริมการเกื้อกูลด้านอุตสาหกรรมและเครือข่ายการผลิตระหว่างบรรษัทข้ามชาติที่อยู่ในอาเซียน
      5. ส่งเสริมคณะผู้แทนร่วมด้านการลงทุนที่เน้นการรวมกลุ่มของภูมิภาคและเครือข่ายการผลิต
      6. ขยายประโยชน์จากความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมของอาเซียนอื่นๆ นอกเหนือจากความร่วมมือด้านอุตสาหกรรมของอาเซียน (AICO) เพื่อกระตุ้นการรวมกลุ่มของภูมิภาคและเครือข่ายการผลิต และ
      7. จัดตั้งเครือข่ายความตกลงทวิภาคีด้านการหลีกเลี่ยงภาษีซ้อนระหว่างอาเซียนการเปิดเสรีการลงทุน
  32. การเปิดเสรีอย่างก้าวหน้าเป็นลําดับด้านการลงทุนของประเทศสมาชิก เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ของการเปิดเสรีด้านการลงทุนในปี 2015
    • การดําเนินงาน:
      1. ขยายมาตรการไม่เลือกปฏิบัติรวมถึงการปฏิบัติเยี่ยงคนชาติและการประติบัติเยี่งชาติที่ได้รับความอนุเคราะห์ยิ่งต่อนักลงทุนในอาเซียนด้วยข้อยกเว้นที่จํากัด ลด, หากเป็นได้, ยกเลิกข้อยกเว้นนั้นๆ
      2. ลด และหากเป็นไปได้ ยกเลิกข้อจํากัดในการเข้ามาลงทุนในสาขาสําคัญซึ่งครอบคลุมการค้าสินค้า และ
      3. ลด และหากเป็นได้ ยกเลิกมาตรการจํากัดและอุปสรรคด้านการลงทุน รวมถึงข้อกําหนดผลการดําเนินงาน

    A4. การเปิดเสรีด้านทุนที่มากขึ้น

  33. ส่งเสริมการพัฒนาและการรวมกลุ่มตลาดทุนของอาเซียน
    • การดําเนินงาน:
      1. ปรับประสานมาตรฐานด้านตลาดทุนในอาเซียนในด้านที่เกี่ยวข้องกับกฎเกณฑ์ในการเสนอขายตราสารหนี้ ข้อกําหนดในการเปิดเผยข้อมูล และกฎเกณฑ์การจัดจําหน่ายระหว่างกันให้มากขึ้น
      2. อํานวยความสะดวกด้านข้อตกลงยอมรับร่วมหรือความตกลงสําหรับการยอมรับคุณสมบัติและการศึกษาและประสบการณ์ของผู้ประกอบวิชาชีพด้านการตลาด
      3. ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นในด้านภาษาและข้อกําหนดในด้านกฎหมายสําหรับการออกตราสาร
      4. ส่งเสริมโครงสร้างภาษี ณ ที่จ่าย เพื่อส่งเสริมฐานการลงทุนโดยการออกตราสารหนี้ในอาเซียน และ
      5. ส่งเสริมให้ใช้การตลาดเป็นตัวขับเคลื่อนในการจัดตั้งความเชื่อมโยงระหว่างตลาดหลักทรัพย์และตลาดตราสารหนี้ รวมถึงกิจกรรมการเพิ่มทุนข้ามพรมแดน
  34. อนุญาตการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่เสรีมากขึ้นการเปิดเสรีการเคลื่อนย้ายเงินทุนให้ดําเนินการตามหลักการ ดังนี้
    1. ส่งเสริมการเปิดเสรีบัญชีทุนที่เป็นระเบียบสอดคล้องกับวาระแห่งชาติของประเทศสมาชิกและความพร้อมทางเศรษฐกิจ
    2. อนุญาตให้มีมาตรการปกป้องที่เพียงพอ เพื่อป้องกันความไม่มั่นคงต่อเศรษฐกิจมหภาค และความเสี่ยงที่เป็นระบบที่อาจเกิดจากการเปิดเสรี รวมถึงสิทธิที่จะใช้มาตรการที่จําเป็นเพื่อสร้างความมั่นคงต่อเศรษฐกิจมหภาค และ
    3. สร้างความยึดมั่นในการจัดสรรผลประโยชน์จากการเปิดเสรีระหว่างประเทศสมาชิก
      • การดําเนินงาน:
        1. ยกเลิก หรือผ่อนคลายข้อกําหนด หากเป็นได้และเหมาะสม เพื่ออํานวยความสะดวกในการจ่ายชําระเงินและการโอนเงินสําหรับการทําธุรกรรมบัญชีกระแสรายวัน
        2. ยกเลิก หรือผ่อนคลายข้อกําหนดในการเคลื่อนย้ายทุน หากเป็นได้และเหมาะสม เพื่อสนับสนุนการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศและข้อริเริ่มเพื่อสนับสนุนการพัฒนาตลาดทุน

    A5. การเคลื่อนย้ายแรงงานฝีมืออย่างเสรี

  35. ให้บริหารจัดการการเคลื่อนย้ายหรืออํานวยความสะดวกในการเดินทางสําหรับบุคคลธรรมดาที่เกี่ยวข้องกับการค้าสินค้า บริการ และการลงทุน ให้สอดคล่องกับกฎเกณฑ์ของประเทศผู้รับ อาเซียนอยู่ระหว่างดําเนินการเพื่อ
    • การดําเนินงาน:
      1. อํานวยความสะดวกในการตรวจลงตราและใบอนุญาตทํางานสําหรับผู้ประกอบวิชาชีพและแรงงานฝีมืออาเซียน ที่เกี่ยวข้องกับการค้าข้ามพรมแดน และกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการลงทุน
  36. เพื่ออํานวยความสะดวกในการเปิดเสรีการค้าบริการ (ภายในปี 2015) อาเซียนอยู่ระหว่างการดําเนินการประสานและสร้างมาตรฐานเพื่ออํานวยความสะดวกในการเคลื่อนย้ายบุคลากรในภูมิภาค
    • การดําเนินงาน:
      1. ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างสมาชิกของเครือข่ายมหาวิทยาลัยของอาเซียน (AUN) เพื่อเพิ่มการเคลื่อนย้ายทั้งนักเรียนและเจ้าหน้าที่ภายในภูมิภาค และ
      2. พัฒนากรอบแผนงานมาตรฐานความสามารถและคุณสมบัติของงาน หรืออาชีพและความชํานาญของผู้ฝึกอบรมในสาขาบริการสําคัญ (ภายในปี 2009) และสาขาบริการอื่นๆ (จากปี 2010 ถึงปี 2015) และ
      3. เสริมสร้างขีดความสามารถในการวิจัยของประเทศสมาชิกอาเซียนเพื่อสนับสนุนความชํานาญ การเข้าทํางาน และพัฒนาเครือข่ายข้อมูลด้านตลาดแรงงานระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียน

    A6. สาขาสําคัญในการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ

  37. ในขณะที่มีความประสงค์ให้เกิดการรวมกลุ่มในทุกสาขาเศรษฐกิจ อาเซียนได้ตระหนักถึงความท้าทายที่สําคัญที่จะเกิดขึ้น และในระยะแรกจะมุ่งใช้ทรัพยากรในการ พัฒนาการรวมกลุ่มที่จํากัดในบางสาขาสําคัญ เพื่อเป็นแรงกระตุ้นการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภาพรวมของอาเซียน
  38. 12 สาขาสําคัญได้ถูกระบุเพื่อเร่งรัดการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ ประเทศสมาชิกหลายประเทศได้รับหน้าที่การเป็นผู้ประสานงานในแต่ละสาขา สาขาสําคัญแต่ละสาขามีแผนงานซึ่งรวมมาตรการเฉพาะสาขาและมาตรการในภาพรวมที่คาบเกี่ยวการดําเนินงานทุกสาขา เช่น มาตรการอํานวยความสะดวกทางการค้า
  39. การเพิ่มประสิทธิภาพของสาขาสําคัญเหล่านี้จะช่วยให้อาเซียนสามารถแข่งขันเพื่อเงินทุนและรักษากิจกรรมทางเศรษฐกิจที่มีมูลค่าเพิ่ม รวมทั้งการจ้างงานในภูมิภาค การใช้แนวทางเป็นรายสาขา (SectoralApproach) ช่วยให้ภูมิภาคสามารถใช้ทรัพยากรที่จํากัดในการรวมกลุ่มที่มีความรวดเร็วและลึกซึ้งในสาขาสําคัญเหล่านี้ ในขณะเดียวกันทําให้สมาชิกอาเซียนมีโอกาสที่จะสังเกตและจัดการกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการรวมกลุ่ม รวมทั้งสามารถร่วมกันพัฒนาพันธกรณีของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจให้เข็มแข็งขึ้น ก่อนการรวมกลุ่มในกรอบกว้าง
    • การดําเนินงาน:
      1. ดําเนินการทบทวนการดําเนินงานทุกๆ 2 ปี เพื่อตรวจสอบสถานะการดําเนินการ ความคืบหน้าและประสิทธิภาพของแผนงานการรวมกลุ่มสาขาสําคัญ เพื่อให้มั่นใจว่าการดําเนินงานเป็นไปตามกําหนดเวลา และ
      2. ระบุโครงการเฉพาะสาขา หรือความริเริ่ม ผ่านการหารืออย่างสม่ําเสมอกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องโดยเฉพาะภาคเอกชน

    A7. อาหาร เกษตร และป่าไม้

  40. เพิ่มการค้าภายในและภายนอกอาเซียน และพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าอาหาร เกษตรและป่าไม้ ในระยะยาว
    • การดําเนินงาน:
      1. ตรวจสอบการดําเนินการตามพันธกรณี CEPT-AFTA ในผลิตภัณฑ์เกษตรและป่าไม้
      2. พัฒนาและใช้ระบบบริหารจัดการคุณภาพผลิตภัณฑ์ประมงที่จะช่วยสร้างความมั่นใจเกี่ยวกับความปลอดภัยของอาหารและสนับสนุนความสามารถในการแข่งขันของผลิตภัณฑ์ประมงอาเซียนในตลาดโลก โดยการดําเนินการตาม Hazard Analysis Critical Control Point (HACCP) และปรับปรุงห้องปฏิบัติการทดสอบ และปรับใช้ระบบบริหารจัดการด้านคุณภาพและความปลอดภัยเพื่อให้สามารถประยุกต์ใช้ได้กับธุรกิจขนาดเล็กในอาเซียน ภายในปี 2009
      3. จัดตั้งระบบโดยใช้ Good Agriculture /Aquaculture Practice (GAP), Good AnimalHusbandry Practices (GAHP), Good Hygiene Practice (GHP), Good ManufacturingPractice (GMP), และ Hazard Analysis Critical Control Point (HACCP) เป็นพื้นฐานสําหรับผลิตภัณฑ์เกษตรและอาหารที่มีความสําคัญทางการค้า มีศักยภาพทางการค้า โดยให้สอดคล้องกับแนวทางหรือมาตรฐานสากล ภายในปี 2012
      4. ปรับประสานระบบการกักกันและวิธีการตรวจสอบหรือสุ่มตัวอย่าง ภายในปี 2010 และมาตรการด้านสุขอนามัยและสุขอนามัยพืชสําหรับผลิตภัณฑ์เกษตร อาหาร และป่าไม้ ที่มีความสําคัญทางการค้า มีศักยภาพทางการค้า
      5. ปรับประสานระดับปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุดในอาหารที่ยอมรับให้มีได้ของยาฆ่าแมลงในผลิตภัณฑ์ที่มีการค้าอย่างแพร่หลาย ให้สอดคล้องกับแนวทางหรือมาตรฐานสากล ที่สามารถทําได้ภายในปี 2010
      6. ปรับประสานกรอบกฎเกณฑ์สําหรับผลิตภัณฑ์เกษตรที่ได้จากเทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่ ให้สอดคล้องกับแนวทางหรือมาตรฐานสากล ที่สามารถทําได้ ภายในปี 2015
      7. ปรับประสานมาตรฐานด้านความปลอดภัยและคุณภาพสําหรับผลิตภัณฑ์พืชสวนและผลิตภัณฑ์เกษตรที่มีความสําคัญทางเศรษฐกิจในอาเซียน ให้สอดคล้องกับแนวทางหรือมาตรฐานสากล ที่สามารถทําได้ ภายในปี 2015
      8. ปรับประสานการควบคุมสุขภาพสัตว์ (ทั้งสัตว์บกและสัตว์น้ํา) เพื่อความปลอดภัยของอาหาร โดยใช้กรอบมาตรฐานร่วมในการบริหารจัดการเกี่ยวกับความปลอดภัยทางชีวภาพ ให้สอดคล้องกับแนวทางหรือมาตรฐานสากล ที่สามารถทําได้ ภายในปี 2015
      9. ปรับประสานแนวทางสําหรับการใช้สารเคมีในสัตว์น้ําและมาตรการเพื่อขจัดการใช้สารเคมีอันตรายให้สอดคล้องกับแนวทางหรือมาตรฐานสากล ที่สามารถทําได้ ภายในปี 2009 และ
      10. พัฒนากรอบอ้างอิงระดับภูมิภาคสําหรับ phased-approach การออกใบรับรองด้านป่าไม้ ภายในปี2015
  41. ส่งเสริมความร่วมมือ แนวทางร่วมและการถ่ายโอนเทคโนโลยี ระหว่างอาเซียนกับองค์กรระดับนานาชาติระดับภูมิภาคและภาคเอกชน
    • การดําเนินงาน:
      1. พัฒนากลยุทธ์/ท่าทีร่วมในประเด็นที่อยู่ในความสนใจของอาเซียนกับองค์กรระหว่างประเทศ เช่นองค์การการค้าโลก องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ องค์การโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ อนุสัญญาอารักขาพืชระหว่างประเทศ CODEX CITES และประเทศคู่เจรจา
      2. ส่งเสริมความร่วมมือด้านการวิจัยและการถ่ายโอนเทคโนโลยีสําหรับผลิตภัณฑ์เกษตร อาหาร และป่าไม้
      3. จัดตั้งพันธมิตรและแนวทางร่วมกับภาคเอกชนในการส่งเสริมความปลอดภัยทางอาหาร โอกาสการลงทุนและร่วมลงทุน สนับสนุนการค้าผลิตภัณฑ์เกษตรและการเข้าสู้ตลาด
      4. เสริมสร้างความพยายามในการต่อต้านการค้าไม่ที่ผิดกฎหมาย และการค้าที่เกี่ยวเนื่อง การเกิดไฟป่าและผลตกค้างของไฟป่า
      5. ส่งเสริมความพยายามในการต่อต้านการประมงผิดกฎหมาย
  42. ส่งเสริมสหกรณ์การเกษตรของอาเซียนเพื่อเป็นวิธีการในการเพิ่มอํานาจและเสริมสร้างการเข้าสู้ตลาดของผลิตภัณฑ์เกษตร เพื่อสร้างเครือข่ายกลไกในการเชื่อมโยงสหกรณ์การเกษตร และเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ของสหกรณ์การเกษตรในการส่งเสริมประโยชน์ให้กับชาวนาในภูมิภาค
    • การดําเนินงาน:
      1. เสริมสร้างพันธมิตรด้านยุทธศาสตร์ระหว่างสหกรณ์การเกษตรในอาเซียนผ่านความร่วมมือในระดับ ทวิภาคี ระดับภูมิภาค และระดับพหุภาคี
      2. จัดตั้งการเชื่อมโยงระหว่างภาคธุรกิจกับสหกรณ์การเกษตรที่มีศักยภาพในอาเซียน
      3. ส่งเสริมการลงทุนทางตรงและการเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์กับสหกรณ์การเกษตรอาเซียน ผู้ผลิตผู้บริโภค และผู้ค้า

    B. การไปสู้ภูมิภาคที่มีความสามารถในการแข่งขันสูง

    B1. นโยบายการแข่งขัน

  43. วัตถุประสงค์หลักของนโยบายการแข่งขันคือการส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมที่มีการแข่งขันอย่างยุติธรรมแม้ประเทศสมาชิกอาเซียนบางประเทศ5 จะมีหน่วยงานและกฎหมายที่ เกี่ยวข้องกับนโยบายการแข่งขันทางการค้าแต่ปีจจุบันยังไม่มีหน่วยงานอย่างเป็นทางการของอาเซียนทําหน้าที่ประสานงานด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการแข่งขันในภูมิภาคเพื่อเป็นเครือข่ายสําหรับหน่วยงานกํากับดูแลนโยบายด้านการแข่งขันหรือองค์กรอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในการแลกเปลี่ยนนโยบาย ประสบการณ์ ตลอดจนกฎระเบียบด้านนโยบายการแข่งขัน
    • การดําเนินงาน:
      1. ผลักดันให้ประเทศสมาชิกอาเซียนทุกประเทศมีนโยบายด้านการแข่งขันทางการค้าภายในปี 2015
      2. จัดตั้งเครือข่ายหน่วยงานกํากับดูแลที่เกี่ยวข้องด้านนโยบายการแข่งขันเพื่อเป็นเวทีสําหรับหารือและประสานงานที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการแข่งขัน
      3. สนับสนุนแผนงาน /กิจกรรมต่างๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถสําหรับประเทศสมาชิกอาเซียนในการพัฒนานโยบายการแข่งขันของแต่ละประเทศ
      4. พัฒนาให้มีแนวนโยบายการแข่งขันของภูมิภาคให้แล้วเสร็จภายในปี 2010 บนพื้นฐานของประสบการณ์ของแต่ละประเทศสมาชิกและมาตรฐานการปฏิบัติที่เป็นสากลโดยมีจุด มุงหมายที่จะให้เกิดสภาพแวดล้อมของการแข่งขันที่เป็นธรรม

    B2. การคุ้มครองผู้บริโภค

  44. ในการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาคโดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางนั้น อาเซียนตระหนักดีว่ามาตรการทั้งหลายที่จะนําไปสู้การรวมกลุ่มทุกมาตรการจะต้องไม่ละเลยความ สําคัญของผู้บริโภค ขณะนี้ มาตรการการคุ้มครองผู้บริโภคกําลังอยู่ระหว่างการพัฒนาควบคู่ไปกับมาตรการทางเศรษฐกิจ เพื่อระบุถึงประเด็นปัญหาต่างๆ เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภคที่ได้เกิดขึ้น
    • การดําเนินงาน:
      1. เสริมสร้างความเข็มแข็งด้านการคุ้มครองผู้บริโภคในอาเซียนโดยการจัดตั้งคณะกรรมการประสานงานด้านการคุ้มครองผู้บริโภคในอาเซียน (ASEAN Coordinating Committee onConsumer Protection - ACCCP)
      2. จัดตั้งเครือข่ายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคเพื่ออํานวยความสะดวกในการแลกเปลี่ยนข้อมูล และ
      3. จัดหลักสูตรฝึกอบรมในภูมิภาคสําหรับเจ้าหน้าที่ของหน่วยงานกํากับดูแลและผู้นําภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อเตรียมความพร้อมสําหรับการรวมกลุ่มด้านการตลาดของ

    B3. สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา

  45. โดยหลักการแล้ว นโยบายทรัพย์สินทางปัญญานับเป็นแรงผลักดันที่ทรงอานุภาพในด้าน (a) การสร้างสรรค์ทางวัฒนธรรม ปัญญา และศิลปะ รวมถึงการพัฒนาสิ่งเหล้านี้ในเชิงพาณิชย์ (b) การรับและปรับใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ และ (c) การเรียนรู้อย่างต่อเนื่องเพื่อบรรลุผลการปฏิบัติงานตามความคาดหวังที่ปรับให้สูงขึ้นอยู่ตลอดเวลา
  46. นโยบายสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญายังมีส่วนช่วยส่งเสริมให้เกิดความคิดริเริ่ม สร้างสรรค์และการประดิษฐ์คิดค้น และเอื้ออํานวยให้ผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสิทธิในทรัพย์สิน ทางปัญญาทั้งที่มีอยู่เดิมและรายใหม่สามารถเข้าถึงและได้รับประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้อย่างเท่าเทียมกัน นอกจากนี้ นโยบายสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญายังมีอิทธิพลต่อปริมาณและคุณภาพของการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ และการถ่ายทอดเทคโนโลยีล้ําสมัยที่ได้รับความคุ้มครองด้านลิขสิทธิ์ ดังนั้น ความคิดริเริ่มทรัพย์สินทางปัญญาจึงมีผลอย่างมากต่อการเพิ่มมูลค้าการผลิตภายในประเทศและขีดความสามารถทางการแข่งขันระหว่างประเทศ
  47. ความร่วมมือในภูมิภาคด้านสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาได้มีการดําเนินการตามแนวทางของแผนปฏิบัติการด้านสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาอาเซียน 2004-2010 (ASEAN IPR Action Plan 2004-2010) และแผนงานความร่วมมืออาเซียนด้านลิขสิทธิ์ (ASEAN Cooperation on Copyrights) ซึ่งมุ่งพัฒนาวัฒนธรรมการเรียนรู้และนวัตกรรมใหม่ๆ ภายใต้บรรยากาศแห่งความร่วมมือกันระหว่างผู้เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญาไม่ว่าจะเป็นนักธุรกิจ นักลงทุน นักประดิษฐ์ และผู้คิดค้นในอาเซียน นอกจากนี้ แผนงานเหล้านี้ได้มุ่งเน้นให้ประชาชนทั่วไปตระหนักถึงความสําคัญ ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือและการสร้างเครือข่าย ผลักดันให้มีความชัดเจนของกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องการเพิ่มขีดความสามารถและบทบาทของอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับทรัพย์สินทางปัญญาในการสร้างความสามารถในการแข่งขันและการพัฒนา
    • การดําเนินงาน:
      1. ดําเนินการตามแผนปฏิบัติการด้านสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาอาเซียน 2004-2010 และ แผนงานความร่วมมืออาเซียนด้านลิขสิทธิ์อย่างเต็มที่
      2. จัดตั้งระบบจัดเก็บข้อมูลของอาเซียนเพื่อให้เกิดความสะดวกแก่ผู้ใช้ และส่งเสริมความร่วมมือระหว่างหน่วยงานด้านทรัพย์สินทางปัญญาของประเทศสมาชิกอาเซียน
      3. การปฏิบัติตามพิธีสารมาดริด (Madrid Protocol) หากเป็นไปได้
      4. หารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างประเทศที่มีหน่วยงานกํากับดูแลด้านการคุ้มครองสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และ
      5. ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือในภูมิภาคด้านภูมิปัญญาท้องถิ่น ทรัพยากรพันธุกรรม และการแสดงออกซึ่งวัฒนธรรมดั้งเดิม

    B4. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน

  48. ความร่วมมือด้านการขนส่ง การขนส่งในระบบเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพ มั่นคง และบูรณาการในอาเซียนเป็นปัจจัยสําคัญที่ช่วยพัฒนาใช้ศักยภาพของเขตการค้าเสรีอาเซียน ได้อย่างเต็มที่ ส่งเสริมให้ภูมิภาคมีความน่าสนใจยิ่งขึ้นในด้านการเป็นฐานการผลิตเดียว การเป็นจุดหมายด้านการท่องเที่ยวและการลงทุน อีกทั้งลดช่องว่างของการพัฒนา ยิ่งไปกว่านั้น การขนส่งของอาเซียนยังเป็นสิ่งจําเป็นที่จะเชื่อมโยงอาเซียนกับประเทศเพื่อนบ้านทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือ และเอเชียใต้
  49. ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคได้ร่วมมือกันเพื่อส่งเสริมการอํานวยความสะดวกด้านการขนส่งและบริการโลจิสติกส์ สนับสนุนการเชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐานของการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ อํานวยความสะดวกด้านการขนส่งและการรวมกลุ่มด้านการท่องเที่ยวและส่งเสริมการเปิดเสรีสาขาการขนส่งทางอากาศและทางน้ําและจะเร่งวางกรอบการดําเนินงานด้านการเปิดเสรีบริการขนส่งทางอากาศในอาเซียนอย่างเต็มรูปแบบโดยเร็ว
  50. การขนส่งและการอํานวยความสะดวกด้านการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ แผนปฏิบัติการด้านการขนส่งของอาเซียน (ATAP) 2005-2010 ครอบคลุมการขนส่งทางน้ํา ทางบก และทางอากาศ และการอํานวยความสะดวกด้านการขนส่ง โดยแผนปฏิบัติการดังกล่าวประกอบด้วยมาตรการการดําเนินงาน 48 มาตรการ
    • การดําเนินงาน:
      1. ดําเนินการตามกรอบความตกลงว่าด้วยการอํานวยความสะดวกสินค้าผ่านแดนของอาเซียนภายในปี2009
      2. ดําเนินการตามกรอบความตกลงว่าด้วยการขนส่งหลายรูปแบบของอาเซียนภายในปี 2010 และ
      3. เร้งรัดให้การร้างกรอบความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามแดนของอาเซียนเสร็จสิ้นภายในปี 2008 และเริ่มดําเนินการตามกรอบความตกลงฯ ได้ภายในปี 2010
  51. การขนส่งทางบก ให้ความสําคัญกับการดําเนินโครงการเชื่อมโยงเส้นทางรถไฟระหว่างสิงคโปร์-คุนหมิง(SKRL) และโครงการเครือข่ายทางหลวงอาเซียน (AHN) ให้เสร็จสมบูรณ์
    • การดําเนินงาน:
      1. พัฒนาจุดเชื่อมโยงที่ยังขาดอยู่ภายใต้โครงการเชื่อมโยงเส้นทางรถไฟระหว่างสิงคโปร์-คุนหมิงให้เสร็จสมบูรณ์
      2. พัฒนาโครงการเครือข่ายทางหลวงอาเซียนให้เสร็จสมบูรณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การสร้างถนน/การปรับปรุงถนนส่วนที่เป็น below Class III road ของเส้นทาง Transit Transport Routes (TTRs)ในโครงการเครือข่ายทางหลวงอาเซียน และ
      3. เสริมสร้างความปลอดภัยทางถนนในอาเซียน
  52. การขนส่งทางน้ําและทางอากาศ นําหลักการและกรอบการทํางานเพื่อให้มีตลาดการขนส่งสินค่าทางเรือเพียงตลาดเดียวมาใช้ และพัฒนาการเป็นตลาดเดียวในด้านการบินของอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรม
    • การดําเนินงาน:
      1. ปฏิบัติตามสนธิสัญญาที่เกี่ยวข้องขององค์กรขนส่งทางน้ําระหว่างประเทศ (IMO)
      2. ปฏิบัติตามแผนงานเพื่อไปสู่การขนส่งทางน้ําของอาเซียนที่บูรณาการและมีความสามารถในการแข?งขัน
      3. ดําเนินนโยบายการเปิดน่านฟ้าของอาเซียน (แผนงานการรวมกลุ่มสาขาการบิน) และ
      4. พัฒนาตลาดการบินเดียวของอาเซียน (ASEAN Single Aviation Market)
  53. โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล (Information Infrastructure) โครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลที่มีการป้องกันความปลอดภัยและเชื่อมต่อกันมีความสําคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนา และการแข่งขันทางเศรษฐกิจของภูมิภาคมีการดําเนินการหลายๆ ด้านเพื่อสนับสนุนการเชื่อมโยงระหว่างกัน (interconnectivity) และการทํางานร่วมกันทางเทคนิค (technical interoperability) ระหว่างระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ การยกระดับเครือข่ายแห่งชาติที่มีอยู่และพัฒนาเครือข่ายดังกล่าวให้เป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลของภูมิภาค ให้ความสําคัญเท่าๆ กันกับการเพิ่มความน่าเชื่อถือและความมั่นใจในการใช้อินเทอร์เน็ต และความปลอดภัยในการทําธุรกรรม การจ่ายเงิน และการรับชําระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์
  54. พัฒนาการเชื่อมโยงความเร็วสูง (high-speed connection) ระหว่างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูล(National Information Infrastructures: NII) ของทุกประเทศสมาชิกอาเซียน
    • การดําเนินงาน:
      1. อํานวยความสะดวกให้เกิดการเชื่อมโยงความเร็วสูง (high-speed connection) ระหว่างโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลแห่งชาติ (National Information Infrastructures: NII) ของทุกประเทศสมาชิกอาเซียน ภายในปี 2010 และดําเนินมาตรการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่ระบุไว้ในแผนปฏิบัติการเวียงจันทน์ (Vientiane Action Plan)
      2. เสริมสร้างขีดความสามารถ และจัดทําโปรแกรมการฝึกอบรมสําหรับองค์กรสร้างความปลอดภัยระบบสารสนเทศแห่งชาติ (Computer Emergency Response Teams : CERTs) ของแต่ละประเทศ และเพิ่มศักยภาพให้กับเครือข่ายธุรกรรมอิเล็กทรอนิคส? (cyber-security network) ของอาเซียนโดยการขยายเครือข่ายขององค์กรการเตือนภัยสารสนเทศของอาเซียน (ASEAN CERTIncident Drills) ให้ครอบคลุมประเทศคู่เจรจาของอาเซียนภายในปี 2007
      3. ส่งเสริมให้ผู้ที่เกี่ยวข้อง (ประชาขน ชุมชน ธุรกิจ และหน่วยงานภาครัฐ) มีส่วนร่วมในการพัฒนาและนําเทคโนโลยีสารสนเทศและบริการด้านโครงสร้างพื้นฐานด้านข้อมูลในภูมิภาคมาใช้ในงานที่เกี่ยวข้อง
      4. สนับสนุนให้สาขาที่เป็นกลุ่มเป้าหมายนําเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผล (ในเบื้องต้นประกอบด้วยสาขาสําคัญ เช่น ศุลกากร โลจิสติกส์ ขนส่ง ธุรกิจเกี่ยวกับข้อมูลในรูปแบบต่างๆ)
      5. เพิ่มจํานวนประเทศสมาชิกในความตกลงยอมรับร่วม (ASEAN MRA) สําหรับอุปกรณ์ด้านโทรคมนาคม
      6. พัฒนานโยบายและกรอบการกํากับดูแลในเชิงลึกเพื่อรองรับโอกาสและความท่าทายทางธุรกิจในส่วนที่เกี่ยวกับ Next Generation Network ซึ่งรวมถึงการทํางานร่วมกันได้ของสินค่าและบริการ ระบบข้อมูล และเครือข่ายที่เชื่อมโยงกัน
  55. ความร่วมมือด้านพลังงาน การมีแหล่งพลังงานที่มั่นคงและเพียงพอเป็นปัจจัยสําคัญที่สนับสนุนให้ระบบเศรษฐกิจรวมทั้งภาคอุตสาหกรรมมีการพัฒนาที่ยั่งยืน ความร่วมมือใน ภูมิภาคด้านโครงการเชื่อมโยงท่อส่งก๊าซธรรมชาติของอาเซียน และโครงการเครือข่ายระบบสายส่งไฟฟ้าของอาเซียน ส่งผลให้มีการใช้ทรัพยากรพลังงงานในภูมิภาคอย่างเหมาะสมและก่อให้เกิดความมั่นคงทางด้านพลังงานมากขึ้น โครงการเหล่านี้ยังเป็นโอกาสให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในด้านการลงทุน การเงิน และการโอนถ่ายเทคโนโลยี การเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างประเทศทั้งด้านเครือข่ายระบบสายส่งไฟฟ้าและก๊าซธรรมชาติก่อให้เกิดประโยชน์อย่างยิ่งทั้งด้านความมั่นคง ความยืดหยุ่นและคุณภาพของพลังงาน
  56. เร้งการพัฒนาโครงการเครือข่ายระบบสายส่งไฟฟ้าของอาเซียน และโครงการเชื่อมโยงท้อส่งก๊าซธรรมชาติของอาเซียน โครงการเครือข่ายระบบสายส่งไฟฟ้าของอาเซียนมี 14 โครงการ และโครงการเชื่อมโยงท้อส่งก๊าซธรรมชาติของอาเซียน มี 7 โครงการ
    • การดําเนินงาน:
      1. เร่งการดําเนินการโครงการเครือข่ายระบบสายส่งไฟฟ้าของอาเซียน และโครงการเชื่อมโยงท้อส่งก๊าซธรรมชาติของอาเซียน
      2. ส่งเสริมการเข้ามามีส่วนร่วมของภาคเอกชนเกี่ยวกับโครงการเครือข่ายระบบสายส่งไฟฟ้าของอาเซียน และโครงการเชื่อมโยงท้อส่งก๊าซธรรมชาติของอาเซียนให้มากขึ้น และ
      3. ดําเนินการร่าง ASEAN Petroleum Security Agreement ให?แล้วเสร็จเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของแหล่งน้ํามัน และก๊าซในภูมิภาค
  57. ในขณะที่ประเทศสมาชิกกําลังผลักดันทุกวิถีทางเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการจัดตั้งประชาคมอาเซียนในปี 2015 จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างความมั่นใจว่าพัฒนาการดังกล่าว เป็นไปอย่างยั่งยืนภายใต้นโยบายและมาตรการต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การลดสภาวะก๊าซเรือนกระจกด้วยนโยบายและมาตรการที่มีประสิทธิผลซึ่งช่วยบรรเทาปัญหาการเปลี่ยนแปลงอุณหูมิของโลก อาเซียนตระหนักดีถึงความจํากัดของแหล่งสํารองพลังงานฟอสซิลของโลกและความไร้ เสถียรภาพของราคาน้ํามันเชื้อเพลิงในตลาดโลก จึงเน้นความสําคัญในการสร้างแหล่งพลังงานทดแทนที่สามารถนํากลับมาใช้ได้ใหม่ อาทิ ไบโอดีเซล และส่งเสริมให้มีการค้า การอํานวยความสะดวก และความร่วมมือในสาขาพลังงานที่สามารถนํากลับมาใช้ใหม่รวมไปถึงอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จําเป็นสําหรับแหล่งพลังงานดังกล่าว
  58. ความรวมมือด้านการทําเหมืองแร่ เพิ่มศักยภาพด้านการค้าและการลงทุนและเสริมความแข็งแกร่งด้านความร่วมมือและการสร้างขีดความสามารถในสาขาภูมิศาสตร์และการ เหมืองแร่เพื่อให้มีการพัฒนาสาขาเหมืองแร่ที่ยั่งยืนในภูมิภาค
    • การดําเนินงาน:
      1. สนับสนุนการค้าและการลงทุนในสาขาเหมืองแร่ให้มากขึ้น
      2. เสริมสร้างขีดความสามารถขององค์กรและบุคลากรในสาขาภูมิศาสตร์และการเหมืองแร่ในอาเซียน
      3. ส่งเสริมการพัฒนาสาขาเหมืองแร่ให้มีพัฒนาการที่ยั่งยืนทั้งในแง่สิ่งแวดล้อมและสังคม
      4. สนับสนุนให้ภาคเอกชนเข้ามามี ส่วนร่วมในการพัฒนาสาขาเหมืองแร่
  59. การสนับสนุนด้านการเงินแก่โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เงินทุนมีบทบาทสําคัญต่อการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยที่อาเซียนได้เร่งการรวมกลุ่มทาง เศรษฐกิจ จําเป็นต้องส่งเสริมการลงทุนมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของภูมิภาค ดังนั้น การพัฒนาวิธีการระดมเงินทุนแบบใหม่ๆ เพื่อดึงดูดให้ภาคเอกชนสนใจลงทุนจึงเป็นสิ่งสําคัญ
    • การดําเนินงาน:
      1. ส่งเสริมให้ภาคเอกชนและองค์กรระหว่างประเทศเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นในการสนับสนุนด้านการเงินแก่การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของภูมิภาค อาทิ โครงการเชื่อมโยงท้อส่ง ก๊าซธรรมชาติของอาเซียน โครงการเครือข่ายระบบสายส่งไฟฟ้าของอาเซียน โครงการเชื่อมโยงเส้นทางรถไฟสิงคโปร์-คุนหมิง และโครงการทางหลวงอาเซียน และ
      2. ยกเลิก/ลดอุปสรรคต่อการลงทุนและ/หรือการสนับสนุนเงินทุนเพื่อพัฒนาโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานของภูมิภาค

    B5. ภาษีอากร

  60. การดําเนินงาน :
    1. ดําเนินการให้มีการสร้างเครือข่ายของความตกลงว่าด้วยการหลีกเลี่ยงการจัดเก็บภาษีซ้อนระหว่างประเทศสมาชิกภายในปี 2010 เท่าที่จะสามารถดําเนินการได้

    B6. พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์

  61. เพื่อวางนโยบายและโครงสร้างทางกฎหมายสําหรับพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์และช่วยให้เกิดการค้าสินค้าทางอิเล็กทรอนิกส์ (การพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์) ภายในอาเซียน โดยการปฏิบัติตามกรอบความตกลง e-ASEAN และบนพื้นฐานของกรอบความตกลงร่วมอื่นๆ
    • การดําเนินงาน:
      1. ดําเนินนโยบายการแข่งขันด้านโทรคมนาคมโดยใช้แนวทางการปฏิบัติที่ดี และสนับสนุนการออกกฎหมายภายในประเทศด้านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
      2. ปรับประสานโครงสร้างพื้นฐานทางกฎหมายสําหรับการทําสัญญาทางอิเล็กทรอนิกส์และการยุติข้อขัดแย่งให้เป็นแนวเดียวกัน
      3. จัดทําและปฏิบัติตามแนวทางการปฏิบัติที่ดีสําหรับการทําสัญญาทางอิเล็กทรอนิกส์ หลักการสําหรับการยุติข้อขัดแย่ง และกรอบการยอมรับร่วมสําหรับลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ในอาเซียน และ
      4. ดําเนินการให้การยอมรับร่วมลายเซ็นอิเล็กทรอนิกส์ในอาเซียนเป็นไปด้วยความสะดวก
      5. ศึกษาและสนับสนุนการนํามาตรฐานและแนวทางการปฏิบัติด้านกฎหมายและ/หรือมาตรฐานที่กําหนดขึ้นจากพื้นฐานของกรอบกฎระเบียบร่วมกันมาใช้ และ
      6. จัดตั้งเครือข่ายระหว่างภาคธุรกิจในอาเซียนกับประเทศคู่ค้า เพื่อเป็นเวทีการส่งเสริมการค้าและการลงทุน

    การพัฒนาเศรษฐกิจอย่างเท่าเทียมกัน

    C1. การพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม

  62. พิมพ์เขียวนโยบายของอาเซียนด้านการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (APBSD) 2004-2014ได้กําหนดกรอบแนวทางสําหรับการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในภูมิภาคอาเซียน ซึ่งประกอบด้วยแผนยุทธศาสตร์การดําเนินงาน มาตรการนโยบายต่างๆ และผลลัพธ์ ทั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ
    1. เร้งการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย้อมอย่างเหมาะสมตามความแตกต่างของประเทศสมาชิกอาเซียน
    2. พัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันและการปรับตัวของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย้อมในอาเซียน โดยอํานวยความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูล ตลาด การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และทักษะของแรงงานเงินทุนรวมทั้งเทคโนโลยี
    3. เสริมสร้างความยืดหยุ่นให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย้อมของอาเซียนเพื่อให้รับมือกับผลกระทบที่เกิดจากเศรษฐกิจมหภาคและความไม่มั่นคงทางการเงิน ตลอดจน ความท้าทายที่จะเกิดขึ้นจากสภาพแวดล้อมทางการค้าที่เสรีมากขึ้น และ
    4. เพิ่มการมีส่วนร่วมของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย้อมต่อภาพรวมการเติบโตทางเศรษฐกิจและการพัฒนาภูมิภาคอาเซียน
    • การดําเนินงาน:
      1. ดําเนินการตามพิมพ์เขียวนโยบายของอาเซียนด้านการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย้อม(APBSD) 2004-2014
      2. ส่งเสริมเครือ่ายวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย้อมและการมีส่วนร่วมในการสร้างเครือข่ายผลผลิตและการกระจายสินค้าของภูมิภาค
      3. ส่งเสริมแนวทางการปฏิบัติที่ดีในการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย้อม รวมถึงแหล่งเงินทุนของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย้อม

    C2. ความริเริ่มเพื่อการรวมตัวของอาเซียน

  63. เนื่องจากประเทศอาเซียนมีระดับการพัฒนาที่แตกต่างกัน จึงมีความจําเป็นที่จะต้องเน้นการรวมกลุ่มของอาเซียนทั้งในแนวลึกและแนวกว้าง โดยให้มีความร่วมมือ ด้านเทคนิคและการพัฒนา โดยคํานึงถึงระดับการพัฒนาที่แตกต่างและเร่งการรวมกลุ?มทางเศรษฐกิจของประเทศสมาชิกที่มีระดับการพัฒนาต่ํากว่าให้รวดเร็วยิ่งขึ้น ทั้งนี้เพื่อให้ประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งหมดได้รับผลประโยชน์อย่างทั่วถึง และในภาพรวมทําให้อาเซียนพัฒนาไปในทิศทางเดียวกัน
  64. ความริเริ่มเพื่อการรวมตัวของอาเซียน (Initiative for ASEAN Integration: IAI) เริ่มขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2000 โดยกําหนดแนวทางและเน้นความพยายามร่วมกันใน การลดระดับช่องว่างของการพัฒนาทั้งภายในอาเซียนและระหว่างอาเซียนกับประเทศอื่นๆ ด้วย ปัจจุบัน ความริเริ่มเพื่อการรวมตัวของอาเซียนครอบคลุมด้านโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร การเสริมสร้างขีดความสามารถในการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในภูมิภาค พลังงาน บรรยากาศการลงทุน การท่องเที่ยว การลดระดับความยากจนและการปรับปรุงคุณภาพชีวิต
  65. ในการปรับตัวเพื่อรองรับความท่าทายจากการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของอาเซียน ประเทศสมาชิกใหม่(CLMV) ของอาเซียนจะต้องพัฒนานโยบายที่จะเพิ่มการพัฒนาทางเศรษฐกิจ เพิ่มความสามารถในการแข่งขันเพิ่มการลงทุนทั้งภายในประเทศและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ขยายธุรกิจภาคเอกชนในขณะเดียวกันก็จะต้องบรรลุเป้าหมายเชิงสาธารณะ
    • การดําเนินงาน:
      1. ส่งเสริมให้ความริเริ่มเพื่อการรวมตัวของอาเซียนเป็นเวที (platform) ในการกําหนดและดําเนินการตามโครงการความช่วยเหลือด้านเทคนิคและการเสริมสร้างขีดความสามารถ สําหรับทั้งภาครัฐและภาคเอกชนในอาเซียน โดยเฉพาะประเทศสมาชิกใหม่และตามความตกลงในกรอบอนุภูมิภาคอื่นๆเช่น IMT-GT และ BIMP-EAGA เพื่อยกระดับให้เท่าเทียมกันในการพัฒนาโครงข่ายด้านการผลิตและการจัดจําหน่ายในภูมิภาค
      2. ประเทศสมาชิกเดิม 6 ประเทศต้องให้การสนับสนุนโครงการความริเริ่มเพื่อการรวมตัวของอาเซียนอย่างต่อเนื่อง
      3. รวบรวมการสนับสนุนจากคู่เจรจาและองค์กรระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชียและธนาคารโลก เพื่อให้การดําเนินการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
      4. สร้าง/พัฒนาขีดความสามารถของเจ้าหน้าที่รัฐในการพัฒนา/ดําเนินนโยบายสังคมและเศรษฐกิจเพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ
      5. จัดทําการศึกษาด้านสังคมและเศรษฐกิจเป็นครั้งคราว เพื่อตรวจสอบและประเมินผลของการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจ

    D. การบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก

  66. อาเซียนดําเนินงานในลักษณะที่มีปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอกมากขึ้น ด้วยการพึ่งพาตลาดและอุตสาหกรรมในระดับโลก เพื่อส่งเสริมนักธุรกิจของอาเซียนให้สามารถแข่งขันได้ในระดับสากล และสร้างอาเซียนให้มีพลวัตรและเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ้อุปทานของโลกที่แข็งแกร่งมากขึ้น และสร้างความมั่นใจว่าตลาดภายในยังคงน่าดึงดูดสําหรับการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ จึงจําเป็นที่อาเซียนจะต้องคํานึงถึงบริบทอื่นประกอบนอกเหนือจากการดําเนินงานภายใต้ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน กฎเกณฑ์และกฎระเบียบภายนอกจะต้องถูกนํามาพิจารณาให้มากขึ้นในการพัฒนานโยบายที่เกี่ยวข้องกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
  67. D1. แนวทางการสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันต่อปฏิสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจกับภายนอก

  68. อาเซียนจะต้องดําเนินงานเพื่อสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกันที่จะมีปฏิสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจกับภายนอก ซึ่งรวมถึงการเจรจาจัดทําเขตการค้าเสรี (FTAs) และความตกลงว่าด้วยหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ (CEPs) ซึ่งสามารถดําเนินการได้ โดย
    • การดําเนินงาน:
      1. ทบทวนพันธกรณีของ FTA/CEP เทียบกับพันธกรณีของการร่วมกลุ่มภายในอาเซียน
      2. ดําเนินการให้มีระบบที่จะสนับสนุนการประสานงานมากขึ้นในการเจรจาการค้ากับประเทศคู่เจรจาภายนอกอาเซียน และในเวทีการเจรจาการค้าในระดับภูมิภาคและระดับพหุภาคี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อบรรลุกรอบท่าทีการเจรจาร่วมกัน

    D2. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในเครือข่ายอุปทานของโลก

  69. อาเซียนจะต้องส่งเสริมการเข้าไปมีส่วนร่วมในเครือข่ายอุปทานของโลกมากขึ้น โดย
    • การดําเนินงาน:
      1. รับหลักปฏิบัติสากลที่ดีและมาตรฐานในการผลิตและจําหน่ายมาใช้ในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง
      2. พัฒนาความช่วยเหลือทางวิชาการเพื่อยกระดับขีดความสามารถและผลิตภาพด้านอุตสาหกรรมและส่งเสริมการเข้ามามีส่วนร่วมในการรวมกลุ่มระดับภูมิภาคและระดับ โลกให้กับประเทศสมาชิกที่มีระดับการพัฒนาต่ํากว่าของอาเซียน

    การดําเนินการ

  70. แผนกลยุทธ์ที่รวมหลักเกณฑ์สําคัญสําหรับการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจในเชิงลึกและครอบคลุมเป็นภาคผนวกของแผนงานนี้ ทั้งนี้ ได้มีการหารือกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกภาค ส่วนเพื่อรวบรวมความเห็นและได้จัดการประชุมประสานงานเพื่อทบทวนแผนงานการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และตารางเวลาการดําเนินงานร่วมกันระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้องเพื่อสร้างความมั่นใจว่ามาตรการ แผนงานต่างๆ และเป้าหมายที่กําหนดข้างต้นมีความสอดคล้องต้องกัน ตลอดจนเสริมสร้างความรู้สึกที่เป็นเจ้าภาพของพิมพ์เขียวนี้ร่วมกัน
  71. หน่วยงานอาเซียนที่เกี่ยวข้องจะประสานการดําเนินงานตามแผนงานและมาตรการต่างๆ ในขณะที่หน่วยงานรัฐบาลที่เกี่ยวข้องจะรับผิดชอบในการดูแลการดําเนินการและเตรี ยมพร้อมสําหรับการจัดทําแผนปฏิบัติการในระดับชาติ ทั้งนี้ จะดําเนินการเพื่อให้เกิดการมีส่วนร่วมในลักษณะหุ้นส่วนกับภาคเอกชน สมาคมอุตสาหกรรมและประชาคมต่างๆ ในระดับภูมิภาคและระดับประเทศตามความจําเป็น เพื่อให้มั่นใจว่าผู้เกี่ยวข้องในทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในกระบวนการของการรวมกลุ่ม
  72. เพื่อความสําเร็จของการปฏิบัติตามแผนงานและมาตรการเหล้านี้ จะต้องได้รับการสนับสนุนทั้งในด้านสถาบันหรือกลไกที่จําเป็น ทรัพยากร ขีดความสามารถ และเจตนารมณ์ ทางการเมืองในกระบวนการของการจัดตั้งประชาคมอาเซียน
  73. กลไกการดําเนินงาน

  74. รัฐมนตรีที่กํากับดูแลด้านต่างๆ จะรับผิดชอบต่อการดําเนินงานตามแผนงาน และติดตามการดําเนินงานให้เป็นไปตามพันธกรณีเฉพาะในขอบเขตที่เกี่ยวข้อง โดยที่รัฐมนตรี เศรษฐกิจอาเซียนในฐานะรัฐมนตรีที่รับผิดชอบการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของอาเซียนภายใต้คณะมนตรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะดูแลรับผิดชอบการดําเนินงานตามแผนงานในภาพรวม
  75. เพื่อให้การดําเนินงานตามแผนงานเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จะต้องดําเนินงานตามมาตรการต่างๆ ดังนี้
    • การดําเนินงาน:
      1. คณะทํางานระดับสูงว่าด้วยการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจของอาเซียนจะเป็นผู้ให้ความเห็นในเชิงกลยุทธ์ต่อรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนในประเด็นที่ส่งผลต่อการปฏิบัติตามแผน งานในพิมพ์เขียวนี้ให้เป็นไปตามกําหนดเวลา
      2. ดําเนินการปรึกษาหารืออย่างสม่ําเสมอร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อแลกเปลี่ยนและรับข้อคิดเห็นต่อการดําเนินงานตามแผนงานในพิมพ์เขียว และ
      3. เลขาธิการอาเซียนจะเป็นผู้รายงานความคืบหน่าการดําเนินงานการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนให้รัฐมนตรีในสาขาต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและผู้นําอาเซียนรับทราบ
  76. เพื่อให้การดําเนินงานตามแผนงานนี้ได้ผลดียิ่งขึ้น และกระบวนการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับความริเริ่มทางเศรษฐกิจด้านต่างๆ ทั้งที่ระบุในแผนงานและที่เกิดขึ้นนอกเหนือจาก นั้น เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ควรต้องดําเนินการตามมาตรการต่อไปนี้
    1. ปรับปรุงขั้นตอนการออกประกาศที่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงทางเศรษฐกิจต่างๆ ของอาเซียนให้โปร่งใสโดยดําเนินการตามพิธีสารว่าด้วยกระบวนการแจ้ง (Protocol on Notification Procedures)
    2. การให้สัตยาบันต่อพันธกรณีทางกฎหมายของอาเซียนจะต้องดําเนินการภายใน 6 เดือนนับแต่วันที่มีการลงนาม
    3. กระบวนการตัดสินใจขององค์กรที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจจะต้องดําเนินการโดยความเห็นชอบร่วมกันในกรณีที่ไม่สามารถบรรลุความเห็นชอบร่วมกันได้ อาเซียนอาจพิจารณา แนวทางอื่นเพื่อให้กระบวนการตัดสินใจเป็นไปโดยรวดเร็ว
    4. นํากลไกระงับข้อพิพาทของอาเซียน (DSM) มาใช้เพื่อส่งเสริมการสร้างสังคมแห่งกฎระเบียบ
    5. หลักการ ASEAN-X สามารถนํามาใช้ในการเร่งการดําเนินงานตามแผนงานในด้านเศรษฐกิจ
    6. ให้มีความยืดหยุ่นในการดําเนินงานไปสู้การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งจะต้องมีการตกลงกันก่อนล่วงหน้า และไม่ก่อให้เกิดความล่าช้าต่อการดําเนินงานในภาพรวม เพื่อไปสู้การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
  77. ความคืบหน้าของการดําเนินงานตามแผนงานและมาตรการเพื่อไปสู้การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนโดยประเทศสมาชิกจําเป็นจะต้องมีการติดตาม ทบทวน และเผยแพร่ ให้ผู้มีส้วนเกี่ยวข้องได้รับทราบ สํานักเลขาธิการอาเซียนจะต้องทบทวนและติดตามการปฏิบัติตามแผนงาน
    • การดําเนินงาน:
      1. จัดทําตัวชี้วัดในเชิงสถิติ ซึ่งรวมถึงอัตราภาษี และระบบฐานข้อมูลด้านการค้า ข้อสังเกตเกี่ยวกับความสอดคล้องของข้อมูลสถิตและคุณภาพของข้อมูล และ AEC scorecards เพื่อติดตามและประเมินความคืบหน้าการดําเนินงานตามองค์ประกอบต่างๆ ของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
  78. ในสาขาการเงิน
    1. จัดตั้งกลไกการดําเนินงานที่เหมาะสมเพื่อให้มีการรายงานอย่างสม่ําเสมอต่อผู้นําอาเซียน

    B. ทรัพยากร

  79. ดําเนินการให้มีการวิจัยและการสนับสนุนการเสริมสร้างขีดความสามารถโดยอาศัยทรัพยากรด้านต่างๆ
    • การดําเนินงาน:
      1. กองทุนเพื่อพัฒนาอาเซียน (ASEAN Development Fund) โดยการสมทบทุนจากประเทศสมาชิกจะเป็นเครื่องขับเคลื่อนในการใช้ทรัพยากรจากแหล่งอื่นทั้งภายในอาเซียน และภายนอกอาเซียน
      2. ระบุหัวข้อและดําเนินการศึกษาด้านวิชาการหรือโครงการอบรมในประเด็นหรือหัวข้อที่จ้องอาศัยการวิเคราะห์และการสนับสนุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถ เพื่อสนับสนุนการดํา เนินงานตามแผนงานเพื่อเร่งรัดการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
      3. แปลงเป้าหมายและเป้าประสงค์ของแผนงานเพื่อเร่งรัดการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนไปสู้เป้าหมายและเป้าประสงค์ในระดับชาติ และรวมไว้เป็นส่วนหนึ่งของแผน พัฒนาของแต่ละประเทศ
      4. สนับสนุนการเข้ามามีส่วนร่วมของธนาคารพัฒนาแห่งเอเชีย ธนาคารโลก ประเทศคู่เจรจาและภาคเอกชนในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในระดับภูมิภาค
      5. สร้างความแข็งแกร่งในด้านการวิจัยและการวางแผนของสํานักงานเลขาธิการอาเซียนในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และ
      6. สร้างความแข็งแกร่งในด้านความสามารถในการวิจัยและการพัฒนาทรัพยากรบุคคลของประเทศสมาชิกแต่ละประเทศ และ
      7. จัดทําโครงการเสริมสร้างขีดความสามารถที่เหมาะสมเพื่อช่วยประเทศสมาชิกใหม่ในการส่งเสริมการพัฒนาตลาดการเงินและกรอบกลไกการกํากับดูแลตลาดการเงินที่มีประสิทธิภาพ

    C. การสื่อสาร

  80. ความสําเร็จของการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจําเป็นต่องอาศัยการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายในขั้นตอนของการรวมกลุ่ม นอกจากการให้ทุกภาคส่วนที่ เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดทําแผนงานนี้แล้ว ยังต้องมีแผนงานด้านการสื่อสารที่ดีเพื่อสร้างการรับรู้ของสาธารณชนเกี่ยวกับประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในทุกประเทศสมาชิก และเผยแพร่ความคืบหน้าของการจัดตั้งประชาคมอาเซียนต่อผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมด รวมทั้งภาคธุรกิจ และประชาชนในอาเซียนได้รับทราบ
    • การดําเนินงาน:
      1. ดําเนินการตามแผนงานการสื่อสารที่ครอบคลุมรอบด้านเพื่ออธิบายให้หน่วยราชการ ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่สําคัญและสาธารณชนได่ทราบวัตถุประสงค์ ประโยชน์ และโอกาสที่ ท่าทายของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
      2. พัฒนาเวทีระดับภูมิภาคเพื่อใช้ในการหารือและแลกเปลี่ยนข้อมูลในการดําเนินการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
      3. ประเทศสมาชิกจะต?องจัดตั้งกลไกระดับชาติเพื่อรายงานผลการดําเนินงานและประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการรวมกลุ่มทางเศรษฐกิจอย่างสม่ําเสมอ และ
      4. พัฒนาเวปไซต์เพื่อสื่อสารเรื่องการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เพื่อเป็นอีกช่องทางหนึ่งในการเข้าถึงประชาคมอย่างทั่วถึง และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกภาคส่วนสามารถ ให้ข้อเสนอแนะและข้อคิดเห็นต่อความริเริ่มทางเศรษฐกิจด้านต่างๆ ของอาเซียน

    D. การทบทวน

  81. แผนงานเพื่อจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะต้องมีการทบทวนเป็นระยะ โดยคํานึงถึงการเปลี่ยนแปลงของพัฒนาการต่างๆ ของภูมิภาคและของโลกเป็นสําคัญ